ชัยวัฒน์ฟิวส์ขาด กระืทืบสื่อเดรัจฉานเละคาตีน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 พ.ค.) นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนางสาวอุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามนักวิชาการสันติวิธี ออกจดหมายเปิดผนึกถึง ผู้ประกอบวิชาชีพ และองค์กรของสื่อมวลชน ใจความว่า ขณะนี้ มีร่องรอยว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทย กำลังเคลื่อนเข้าสู่อันตราย จากความขัดแย้ง ทางการเมืองที่อาจทรุดลงเป็นความรุนแรง ปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ คือ สื่อมวลชน
ความแตกต่างทางความคิดเป็น เรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แม้ต่างกันคนละขั้วก็ยังเป็น เรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ตัวความแตกต่างนั้นเองมิได้เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง ตราบเท่าที่ความแตกต่างสามารถ ปะทะขัดแย้งกันได้อย่างสันติตามกระบวนการทางการเมือง กระบวนการทางศาล และกระบวนการทางปัญญา ผ่านสื่อและเวทีวิชาการ
หากเมื่อใดที่กระบวนการเหล่านั้นไม่ทำงาน หรือกลายเป็นปัจจัยยุยงส่งเสริมความเกลียดชังเสียเอง ความแตกต่างก็จะกลายเป็นความรุนแรง
คนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสื่อและสื่อที่ไม่รับผิดชอบกำลังส่งผลกร่อนทำลายประชาธิปไตยสังคมไทยใน 3 ทาง ดังนี้ 1) สร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง ปลุกปั่นสถานการณ์เสียเอง <—— งานถนัดของสื่อเดรัจฉานหลายราย ทำกันอยู่ในเวลานี้ ด้วยความเหิมเกริม คิดว่า พวกมันใหญ่คับบ้านคับเมือง ระวังพวกมึง จะตกเป็นเป้าในการ ทำลายล้างของพี่น้องประชาชน ที่เขาเหลืออด เมื่อถึงเวลานั้นขึ้นมา ก็ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน
2) โฆษณาชวนเชื่อ เป็นกระบอกเสียงของฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างสุดหัวใจ ให้ร้ายใส่ ความคู่ต่อสู้ด้วยเล่ห์เพทุบายสารพัด และ <——- สื่อเดรัจฉานย่านบางลำภู นั่นหายห่วงไปแล้ว เพราะชาวบ้านเค้าไม่คิดว่า มันเป็นสื่ออีกต่อไปแล้ว สื่อเดรัจฉานอีกสองสำนัก ที่เหลือนี่สิ มันยังคงความเป็น “เหี้ย” ในคราบสื่อได้อย่าง ไม่น่าเชื่อ
3) ทั้งหมดนี้ ดำเนินไปขณะที่ ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กร ของสื่อมวลชนเฉยเมยต่อการละเมิด จรรยาบรรณสองประการข้างต้น หรือ ทำตัวลู่ตามลม เลือกปฏิบัติปกป้องเฉพาะพวก ลงโทษเฉพาะฝ่าย
สิ่งที่ดูจะหายไปในแวดวงสื่อมวลชนไทยที่ทำการทั้ง 3 ประการข้างต้น คือ มาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ที่ต้องเคร่งครัดกับหลักการ ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบที่สูงกว่า ประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ และสูงกว่ากระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่างๆ
เมื่อประกอบกับอำนาจที่มากขึ้นทุกวัน ผลก็คือสื่อมวลชนของไทยจำนวนหนึ่ง กลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ใช้อำนาจ ทำร้ายผู้ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ โดยที่คนในวิชาชีพด้วยกัน ไม่กล้าทักท้วงตรวจสอบ
สื่อมวลชนเช่นนี้ นอกจากจะไม่เป็นคุณ ต่อประชาธิปไตยแล้ว ยังกลับจะเป็นโทษอีกด้วย เพราะก่อความโกรธ หนุนความหลง และใช้เหตุผลเพียงเพื่อเอาชนะ ส่งผลโน้มน้าวสาธารณชนอย่างผิดๆ และที่สุดสามารถจุดชนวน ให้ความแตกต่างทางความเชื่อและ ความคิดเห็นกลายเป็นความรุนแรง
ในขณะที่เสรีภาพของสื่อต้องได้รับการปกป้อง สังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้สื่อ ใช้อำนาจของตนอย่างฉ้อฉล จนอาจนำไปสู่ความรุนแรง
ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กร ของสื่อมวลชนควรจัดการดูแลปัญหา “สื่อเป็นพิษ” อันน่าวิตกนี้โดยด่วนที่สุด ทั้งควรให้สาธารณชนมีส่วนร่วมด้วย โดยที่รัฐบาลไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่อย่างใด
ชัยวัฒน์ อย่าไปสีซอให้เหี้ยฟังเลย ถ้าพวกมันรู้สำนึกตัว เหตุการณ์บ้านเมือง คงไม่บานปลายใหญ่โต มาจนถึงป่านนี้หรอก เป็นเพราะ สื่อเดรัจฉานทั้งหลาย มีส่วนร่วม ในการสร้างปัญหาให้กับชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น
Tags: สื่อเดรัจฉาน
You can comment below, or link to this permanent URL from your own site.
เมษายน 6, 2008 at 4:59 am
Wow…
“1) สร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง ปลุกปั่นสถานการณ์เสียเอง <—— งานถนัดของสื่อเดรัจฉานหลายราย ทำกันอยู่ในเวลานี้ ด้วยความเหิมเกริม” “2) โฆษณาชวนเชื่อ”
- ทุเรศจริงๆๆ เขียนไปไม่ดูตัวเองเลย
I think you should delete this post, because it represents to yourself.
เมษายน 6, 2008 at 9:11 am
บ่นไร มิทราบ