นักการเมืองไทย ผู้น่าสงสาร ตุลาคม 20, 2007
Posted by killerpress in การเมือง,Thai Politics.trackback
วันนี้ถ้าคุณเปิดหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ อ่านอินเตอร์เนท คุณจะพบแต่ บทความข้อเขียน คำพูด กระแนะ กระแหน เชิงเสียดสี เยาะเย้ย ถากถาง ดูหมิ่น ดูแคลนนักการเมืองไทย ว่าเป็นพวกโสเภณี ขายตัว ขายศักดิ์ศรี อะไรต่อมิอะไรมากมาย สาธยายกันไม่หวาดไหว เห็นแล้วก็นึกสงสาร สมเพชเวทนา นักการเมืองเหล่านั้นจริงๆนักการเมืองเหล่านี้ก็คือ มนุษย์ปุถุชน คนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆนี่แหละ เหมือนกับ ศิลปินซึ่งมีแฟนคลับ เวลาย้าย ค่ายย้ายสังกัดทีไร ก็ไม่เห็นจะต้องแสดงอาการรังเกียจเดียจฉันท์เหมือนนักการเมืองเลย เพราะ พรรคการเมืองไทยของเรายังหา พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ที่เป็นมาตรฐานได้น้อยมาก อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ชาติไทย พรรคเหล่านี้ มีอุดมการณ์ แน่ชัดแล้วว่า เป็นพวกอนุรักษ์นิยมมากน้อยแล้วแต่ชนิด
อีกขั้วหนึ่ง ก็จะเป็นพรรคพลังประชาชน (ที่ไม่ทราบว่าจะอยู่รอดปลอดภัยหรือเปล่า) นี่แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดเจนว่า มาแนว สังคมนิยมก้าวหน้า ซึ่งก็คือแนวทางของพรรคไทยรักไทยเดิม นั่นแหละ ส่วนพรรคการเมืองอื่นที่ตั้งกันขึ้นมาอย่างดาษดื่นนั้น ก็เป็นไปเพื่อกลยุทธ์ การต่อสู้เพื่อเอาชนะกันทางการเมือง ทั้งสิ้น ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางอุดมการณ์ ที่จะต้องถูกนำมาแปรสภาพขยายผลกลายเป็น นโยบายพรรคการเมือง
เราจะได้เห็นพรรคการเมืองเฉพาะกาล ที่ตั้ังขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง ในช่วงจังหวะเวลาและสถานการณ์นี้โดยเฉพาะ บางคนก็กระแนะกระแหน ว่าเป็นพรรคเฉพาะกิจ เป็นพรรคไร้สาระอะไรไป บรรดานักการเมืองที่ ถูกดูด ถูกซื้อตัวเข้าสังกัดในพรรคเหล่านี้ ก็มักถูกดูหมิ่นดูแคลน สารพัด นี่แสดงว่า ยังมองการเมืองไม่ทะลุ ว่าเหตุปัจจัย ที่ต้องทำให้นักการเมืองเหล่านี้ ต้องประำพฤติตนอย่างนั้น คงไม่มีใครอยากถูกสรรเสริญในทางร้ายแบบนั้นแน่นอน ทุกคนล้วนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคุณค่าอย่างน้อยก็ ฐานเสียงในพื้นที่ ที่ยังศรัทธาเขาเหล่านั้นอยู่ แต่คนเหล่านี้ต้องพากันสลับขั้ว ย้ายข้างกันอุตลุต วิ่งกันให้ขาขวิด ฝุ่นคลุ้ง โดนคิดเอาเองว่า เป็นเพราะอยากได้เงินงบประมาณในการหาเสียง ที่แต่ละพรรคเสนอให้มา เป็นปัจจัยในการเลือกตั้ง แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป
เป็นเพราะมันมี “วัตถุแปลกปลอม ทางการเมือง” โผล่เข้ามาคอยบงการ ชี้นำ บังคับ ขู่เข็ญ โดยใช้อิทธิพลด้านมืด เข้าบิดเบือนสถานภาพความเป็นจริง ทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องทำตัวเลว ในสายตาประชาชนที่ไม่ทราบว่าอะไรเป็นอะไร ตราบใดที่ “วัตถุแปลกปลอม ทางการเมือง” ยังคงเข้ามาจุ้นจ้านวุ่นวาย ชี้นำ กดรีโมท คอนโทรลการเมืองไทย ก็อย่าหวังว่า นักการเมืองไทย จะเป็นตัวของตัวเองได้ นักการเมืองไทยก็ยังคงต้องเป็น “กระโถน ท้องพระโรง” อยู่อย่างนี้ต่อไปชั่วกาลนาน
ต้องถูก จิกหัวด่า ทั้งขึ้นทั้งล่อง ต่อหน้าสื่อมวลชน ก็ถูก “วัตถุแปลกปลอม ทางการเมือง” ส่งลิ่วล้อ สุนัขรับใช้ มา ก่นด่าประนามสาปแช่ง ว่าเป็นพวกทุจริต คอรัปชั่น โกงกิน เห็นแก่ตัว กะล่อนปลิ้นปล้อน ตอแหล ตีสองหน้า คบไม่ได้ ชั่วช้าสามานย์แทบไม่มีดี
แต่พอลับหลัง สาธารณชน ก็พวก “วัตถุแปลกปลอม ทางการเมือง” นั่นแหละ ที่เข้าไปประคบประหงม งอนง้อ ขอร้องแกมบังคับขู่เข็ญ ให้สยบยอมมาเข้าสังกัด เพื่อที่จะได้แอบแฝงชี้นำทางการเมือง ต่อไปอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งที่ชี้หน้าด่าเขามาหลัดๆ ไม่ต้องแปลกใจที่่ นาย ราล์ฟ บอยซ์ จะเอ่ยปากออกมาว่า “การเมืองไทย มันเหมือนละคร (น้ำเน่า) เสียจริงๆ”
ส่วนสาเหตุใดที่ “วัตถุแปลกปลอม ทางการเมือง” ต้องการที่จะเข้ามามีบทบาททางการเมือง “โดยตรง” ในรอบนี้ ก็เป็นเพราะว่า เขาได้เรียนรู้แล้วว่า การเอาชนะกันทางการเมือง ต้องใช้วิธีการทางการเมืองเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยวิธีการทางทหาร ที่ทั่วสากลจักรวาล เขาไม่ยอมรับ และรังเกียจ
ประชาชนคนไทยทั้งหลาย จะต้องตามเกมส์นี้ให้ทัน และอย่างได้หลงลม หลงกล ไปตามกระแส ที่พวกเขาพยายามชี้นำอย่างเด็ดขาด เพราะ นี่เป็นเทคนิคขั้นพื้นฐาน ในการป้ายสี สาดโคลนผู้อื่น เพื่อให้ตัวเองดูสะอาดเอี่ยมอยู่ตลอดไป และยังคงเป็นที่พึ่งที่หวัง ของสังคมไทย คงทนถาวรสืบไป
ตราบใดที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งมาจากนักเลือกตั้งยังเป็นนักธุระกิจการเมือง และพรรคการเมืองที่ต้องการจะเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลต้องการเสียงมากๆจำเป็นต้องไปจ่ายเงินเอาอดีต สส.เข้ามาสังกัดพรรคในพรรคของตน ซึ่งมีนักการเมืองอาวุโสออกมาบอกว่ามีการเสนอซื้อตัวกันที่ ๓๐-๔๐ ล้านบาท ในขณะที่มีพรรคการเมืองที่มีกระแสก็จะเรียกเงินสนับสนุนพรรคจากผู้ที่จะมาอาศัยชื่อของพรรคเพื่อลงเลือกตั้งต้องจ่ายเงิน๕-๑๐ ล้านบาทในระบบเขตและในระบบบัญชีรายชื่อตามโซนต่างๆที่คาดว่าจะได้รับเลือกตั้งแน่ๆต้องจ่ายเงินถึง ๔๐-๕๐ ล้านบาทเป็นข้อมูลที่มีการมากล่าวถึงกันแต่ไม่มีใครกล้าออกมายืนยัน แต่มีคนออกมาแถลงข่าวและตั้งคำถามถึงคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคว่าทำไมเขาไม่ได้ลงแต่เอาใครก็ไม่ทราบมาลงแทน
ถ้าอยากให้การเมืองเป็นไปตามธรรมชาติ
ผู้มีอำนาจตัวจริงเสียงจริง ในบ้านในเมือง
ก็ควรเลิกปาหี่ เลิกจุ้นจ้าน วุ่นวายกับการเมืองเสียที
ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ
แล้วเมื่อนั้น ประชาชนจะทำการคัดกรองเอง
และจะเป็นการพัฒนาการเมืองไทย ให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง