ฝ่ายการเมืองปะทะฝ่ายตุลาการ: ประสบการณ์จากฝรั่งเศส
นิติรัฐ
ปิยบุตร แสงกนกกุล
Posted By Open On 12th August 2006 @ 13:39
ในยุคทศวรรษที่ ๖๐ สมัยประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอโกลล์ ฝรั่งเศสประสบปัญหากรณีดินแดนอาณานิคมแอลจีเรีย ชาวแอลจีเรียบางส่วนต้องการเป็นเอกราช ในขณะที่อีกบางส่วนและชาวฝรั่งเศสบางกลุ่มยังต้องการรักษาแอลจีเรียให้เป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศสไว้ ความขัดแย้งบานปลายจนก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองขนาดย่อมๆ รัฐบาลฝรั่งเศสต้องส่งกองทัพไปประจำการที่แอลจีเรียเพื่อปราบปรามการจราจล
ประธานาธิบดีเดอโกลล์และรัฐบาลได้นำร่างรัฐบัญญัติฉบับหนึ่งเสนอให้ประชาชนได้ลงประชามติเพื่อใช้เป็นแผนแม่บทในการแก้ไขวิกฤตการณ์แอลจีเรีย ซึ่งประชาชนก็เห็นด้วยให้ใช้กฎหมายดังกล่าวและมีผลบังคับใช้เป็นรัฐบัญญัติเมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ๑๙๖๒
บทบัญญัติในมาตรา ๒ ของรัฐบัญญัติลงวันที่ ๑๓ เมษายน ๑๙๖๒ ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการออกมาตรการทั้งทางนิติบัญญัติและทางปกครองเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์แอลจีเรีย ประธานาธิบดีเดอโกลล์จึงได้อาศัยอำนาจตามมาตรา ๒ ดังกล่าว ออกรัฐกำหนดลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๑๙๖๒ จัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียเพื่อเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในทุกข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในดินแดนแอลจีเรีย ต่อมาศาลทหารนี้ได้พิพากษาให้นาย Canal โดนโทษประหารชีวิต นาย Canal ได้ฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนรัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารดังกล่าว
ในระบบกฎหมายฝรั่งเศส รัฐกำหนดอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง จนกว่ารัฐสภาจะได้ออกรัฐบัญญัติมารับรองรัฐกำหนดนั้นแล้ว เมื่อนั้นรัฐกำหนดก็จะมีค่าบังคับเช่นเดียวกับรัฐบัญญัติซึ่งจะหลุดพ้นจากการตรวสอบของศาลปกครองทันที ด้วยเหตุนี้ศาลปกครองสูงสุดจึงรับคำฟ้องขอเพิกถอนรัฐกำหนดของนาย Canal เข้าสู่การพิจารณา เพราะในขณะฟ้องคดียังไม่มีการออกรัฐบัญญัติมารับรองรัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรีย
ในที่สุด วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๑๙๖๒ ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาว่ารัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีสถานการณ์พิเศษที่จำเป็นเพียงพอถึงขนาดต้องจัดตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง และบทบัญญัติที่กำหนดให้ศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียเป็นศาลชั้นต้นและศาลสุดท้ายโดยไม่อาจอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลอื่นได้เป็นการขัดหลักกฎหมายอาญาทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีนาย Canal ที่โดนโทษประหารชีวิตกลับไม่สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวได้ จึงพิพากษาให้เพิกถอนรัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียเสีย
รัฐบาลไม่พอใจกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเป็นอย่างมาก เพราะเห็นว่าศาลปกครองสูงสุดได้เข้ามาแทรกแซงการบริหาร และคำพิพากษาเพิกถอนการจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียเป็นการขัดขวางต่อการดำเนินนโยบายแก้ไขวิกฤตการณ์แอลจีเรียของรัฐบาล ปฎิกริยาของรัฐบาลที่มีต่อศาลปกครองสูงสุดนับว่ารุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นายกรัฐมนตรีแถลงว่า “รัฐบาลเห็นถึงความผิดปกติของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คำพิพากษานี้เป็นความพยายามเข้ามาปฏิบัติภารกิจซึ่งอยู่ในแดนของฝ่ายบริหารและองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่รับอาณัติมาจากประชาชน และกระทบต่อความรับผิดชอบในหน้าที่ของรัฐบาลและชาติ” ๔ วันถัดมา คณะรัฐมนตรีแถลงว่า “การแทรกแซงของศาลปกครองสูงสุดปรารถนาให้การปฏิบัติการตามรัฐกำหนดต้องสะดุดหยุดลง” รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารถึงกลับกล่าวว่า “รัฐบาลเห็นว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมีอยู่จริง แต่ไม่มีค่าบังคับทางกฎหมายแต่ประการใด”
รัฐบาลตัดสินใจแข็งข้อต่อฝ่ายตุลาการและไม่สนองตอบคำพิพากษา แทนที่รัฐบาลจะยุบศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียและเยียวยาให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนมีการจัดตั้งศาลทหาร รัฐบาลกลับใช้อำนาจตอบโต้คำพิพากษาด้วยการเสนอร่างรัฐบัญญัติจัดตั้งศาลความมั่นคงแห่งรัฐต่อรัฐสภาอย่างรีบด่วน ร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ๒ ประการ หนึ่ง เพื่อรับรองรัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรีย และสอง ปิดช่องไม่ให้ศาลปกครองเข้ามาตรวจสอบการจัดตั้งศาลทหารในแอลจีเรียอีก เพราะเมื่อออกกฎหมายในรูปรัฐบัญญัติแล้ว ศาลปกครองก็ไม่อาจเข้ามาตรวจสอบได้ รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวและมีผลบังคับใช้เมื่อเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๑๙๖๓
เมื่อมีรัฐบัญญัติรับรองรัฐกำหนด ก็เป็นอันว่ารัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียหลุดพ้นจากการตรวจสอบของศาลปกครองทันที อีกทั้งรัฐบัญญัติดังกล่าวยังมีบทบัญญัติในมาตรา ๕๐ ซึ่งยืนยันให้รัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารในดินแดนแอลจีเรียมีผลสมบูรณ์ย้อนหลังนับแต่วันที่ประกาศใช้บังคับ อีกนัยหนึ่งคือ ให้รัฐกำหนดมีผลสมบูรณ์นับแต่เริ่มต้นนั่นเอง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดตั้งคณะกรรมการหนึ่งชุดเพื่อปรับปรุงโครงสร้างของศาลปกครองสูงสุดเสียใหม่ โดยมีนโยบายป้องกันไม่ให้เกิด “การปกครองบ้านเมืองโดยผู้พิพากษา”
สมควรตั้งเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมด้วยว่า ประธานาธิบดีเดอโกลล์และรัฐบาลกล้า “ชน” กับศาลปกครองอย่างชัดแจ้งก็ด้วยเหตุว่าประธานาธิบดีเดอโกลล์ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างสูงและรัฐบาลในขณะนั้นมีเสถียรภาพมาก อีกทั้งตัวรัฐบัญญัติที่ใช้เป็นฐานของการออกรัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารก็ผ่านการลงประชามติซึ่งได้รับความเห็นชอบจากประชาชนอย่างท่วมท้น
อุทาหรณ์ของฝรั่งเศสในกรณีนี้อาจเปรียบเทียบกับกรณีประเทศไทยได้ ดังนี้
ฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเดอโกลล์ได้รับความนิยมสูง
ไทย นายกรัฐมนตรีทักษิณได้รับความนิยมสูง
ฝรั่งเศส รัฐบาลมีเสถียรภาพ
ไทย รัฐบาลมีเสถียรภาพ
ฝรั่งเศส รัฐบัญญัติที่ใช้เป็นฐานของการออกรัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหารได้รับความเห็นชอบจากประชาชนอย่างท่วมท้น
ไทย พรรคไทยรักไทยได้รับคะแนน ๑๖ ล้านเสียงในการเลือกตั้ง ๒ เมษา
ฝรั่งเศส ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนรัฐกำหนดจัดตั้งศาลทหาร
ไทย ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองเพิกถอนการเลือกตั้ง ๒ เมษา
ฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเดอโกลล์และรัฐบาลกล้า “ชน” กับศาลปกครอง
ไทย ???
อนึ่ง หากผู้ใดท้วงติงว่าบริบทของฝรั่งเศสกับไทยแตกต่างกัน ฝ่ายการเมืองกล้ารุกกลับศาลปกครอง ก็เพราะว่า เพราะศาลปกครองสูงสุด หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สภาแห่งรัฐ” เป็นองค์กรสังกัดฝ่ายบริหาร ไม่ใช่องค์กรตุลาการ ซึ่งแตกต่างจากไทยที่ศาลปกครองเป็นองค์กรตุลาการ ก็แสดงว่าผู้นั้นไม่เข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของศาลปกครองฝรั่งเศส แม้ “สภาแห่งรัฐ” จะสังกัดฝ่ายบริหาร แต่ก็ทำหน้าที่วินิจฉัยคดีปกครองอย่างอิสระ ฝ่ายการเมืองไม่อาจเข้าแทรกแซงหรือกดดันให้พิพากษาคดีไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งได้ แม้รัฐมนตรียุติธรรมจะดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาแห่งรัฐ แต่ก็เป็นเพียงตำแหน่งทางรูปแบบตามประวัติศาสตร์เท่านั้น โดยธรรมเนียมปฏิบัติ รัฐมนตรียุติธรรมจะไม่เข้าร่วมประชุมหรือร่วมพิจารณาคดีเลย หากปฏิบัติหน้าที่เฉพาะเพียงการออกงานรัฐพิธีเท่านั้น
ในระบบกฎหมายฝรั่งเศส ยังมีอาวุธลับอีกอาวุธหนึ่งที่ฝ่ายการเมืองใช้ตอบโต้กับองค์กรตุลาการ นั่นคือ การผลักดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติออกรัฐบัญญัติเพื่อ “ฟื้นชีวิต” ให้แก่การกระทำต่างๆที่มีผลสิ้นไปอันเป็นผลต่อเนื่องจากกรณีที่ศาลปกครองได้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง หรือที่เรียกกันในภาษากฎหมายว่า “กฎหมายที่กำหนดผลสมบูรณ์ให้แก่การกระทำทางปกครอง” (La loi de validation) หรือ “การให้ผลสมบูรณ์แก่การกระทำทางปกครองโดยวิธีการทางนิติบัญญัติ” (La validation législative)
ตัวอย่างเช่น มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการก่อสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งส่งผลกระทบย้อนหลังไปอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การรื้อถอนรางที่เริ่มทำไปแล้ว หรือการเริ่มต้นกระบวนการประกาศอนุญาตให้ก่อสร้างเสียใหม่ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลานาน ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและการเงิน ส่งผลต่อการจ้างงาน อีกทั้งงบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการไปแล้ว เมื่อประเมินแล้วก็อาจได้ไม่คุ้มเสีย จึงจำเป็นต้องออกรัฐบัญญัติเพื่อกำหนดให้สิ่งต่างๆที่เสียไปเพราะผลจากคำพิพากษานั้นให้กลับมามีผลสมบูรณ์เสียใหม่
แม้การให้ผลสมบูรณ์แก่การกระทำทางปกครองโดยวิธีการทางนิติบัญญัติ (La validation législative) จะดูราวกับว่าเป็นการตอบโต้และไม่เคารพคำพิพากษา เป็นการใช้อำนาจชนกับอำนาจ แต่ในบางครั้งมาตรการเช่นนี้ก็อาจเป็น “ความชั่วร้ายที่จำเป็น” เพราะในบางกรณี การที่ศาลวินิจฉัยเพิกถอนคำสั่งทางปกครองหรือกฎอาจมีผลต่อเนื่องตามมามากมายจนยากแก่การเยียวยากลับคืนสู่สถานะเดิม
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะสามารถออกกฎหมาย “โต้” คำพิพากษาได้ในทุกกรณี ตรงกันข้าม การออกกฎหมายในลักษณะดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ๕ ข้อ ดังนี้
หนึ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติไม่อาจออกกฎหมายมา “ลบ” คำพิพากษาของศาลได้โดยตรง หากต้องทำโดยอ้อม เช่น กรณีที่ศาลปกครองเพิกถอนการเลือกตั้งทั่วประเทศ ฝ่ายนิติบัญญัติไม่อาจออกกฎหมายเพื่อประกาศว่าคำพิพากษาของศาลปกครองดังกล่าวไม่มีผล หรือไม่อาจออกกฎหมายเพื่อกำหนดให้การเลือกตั้งทั่วประเทศกลับมามีผลใหม่ ฝ่ายนิติบัญญัติทำได้แต่เพียงออกกฎหมายมา “ฟื้นชีวิต” ให้แก่การกระทำหรือคำสั่งต่างๆที่เป็น “ผลิตผล” อันเกิดจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ เช่น กำหนดให้เงินเดือนที่ ส.ส.ได้รับไปแล้วมีผลสมบูรณ์ เป็นต้น
สอง กฎหมายดังกล่าวห้ามมีโทษย้อนหลัง สาม ต้องไม่ขัดกับหลักการระดับรัฐธรรมนูญแเว้นแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ สี่ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะที่เพียงพอ เช่น การรักษาไว้ซึ่งการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของบริการสาธารณะ การรักษาไว้ซึ่งตำแหน่งของข้ารัฐการ การคุ้มครองความมั่นคงของสถานะทางกฎหมายและป้องกันผลอันคาดหมายไม่ได้ที่อาจเกิดขึ้น และ ห้า ต้องมีผลอย่างจำกัดและเคร่งครัดที่สุด
…………………
ประสบการณ์ของฝรั่งเศสบอกเราว่า การใช้อำนาจตอบโต้กับอำนาจเป็นเรื่องปกติที่อาจพึงมีได้ในระบบการเมืองการปกครองที่แบ่งแยกอำนาจอย่างสมดุล การใช้อำนาจตามขอบเขตที่องค์กรหนึ่งมีเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนไม่เห็นด้วยกับการที่องค์กรอื่นใช้อำนาจมากระทบองค์กรของตน ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ ตรงกันข้าม อาจเป็นการรักษาดุลยภาพแห่งอำนาจก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจตอบโต้กันระหว่างองค์กรนี้ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย กล่าวคือ แต่ละองค์กรต้องใช้อำนาจของตนตามที่กฎหมายวางขอบเขตเอาไว้ นอกจากนี้จำต้องคำนึงถึงบริบททางการเมืองในขณะนั้นประกอบด้วย ดังกรณีของประธานาธิบดีเดอโกลล์ที่กล้าชนกับศาลปกครองก็เพราะประเมินว่าตนยังมีคะแนนนิยมจากประชาชนอย่างสูง
กรณีของฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่าทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายตุลาการตอบโต้กันตาม “กรอบ” อำนาจที่ตนมี ใช้ “ไพ่” ที่ตนเองมีอยู่ในมือ โดยไม่จำเป็นต้องควานหา “โจ๊กเกอร์” เพื่อช่วยให้ตนได้ชัยชนะ หรือ เล่นตาม “ใบสั่ง” ของใครคนใดคนหนึ่ง
http://www.onopen.com/wp-print.php?p=822
มันก็ไม่ง่ายนักนะ ที่อเมริกาเอง ตอนเลือกตั้งปีสองพัน ศาสตัดสินให้บุชได้ไป ก็แก้อะไรไม่ได้
ที่ศาลตัดสินได้แบบนั้นก็เพราะพ่อ บุชเป็นคนเลือกผู้พิพากษา เข้าไปเองตั้งหลายคน รอบนี้คุณลูก ก็แต่งตั้งเข้าไปอีกสองสามคนเหมือนกัน
มันกลายเป็นว่าศาสสูงสุด เป็นเครื่องมือทางอำนาจที่ยืนยาวของกลุ่มอำนาจเก่าได้อย่างมั่นคง
ผมว่ามันเป็นสัจธรรม ของมนุษย์ไปแล้วครับ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ข้อที่แตกต่างและชัดเจนในด้านผลประโยชน์(ส่วนตัวส่วนตัว) อยู่ที่ว่าใครเล่นได้เนียนกว่าครับ ทำไมสังคมถึงให้การศึกษาเป็นส่วนสำคัญ ตรงนี้ต่างหากที่จะเป็นส่วนที่ทำให้ประเทศมีความเจริญมากกว่า จะทุจริตหรือไม่ ตรงนี้ผมว่าสังคมไทยรู้มานานแล้วครับ แต่น้อยที่สุดก็ต้องหันไปมองความเป็นอยู่ของคนมากมาย ที่ลำบากบ้าง ให้อะไรหรือช่วยอะไรเขาได้บ้าง ไม่ใช่ปากก็พร่ำไปเรื่อย แต่พอถึงเวลาก็เงียบ ที่พร่ำไปก็กลายเป็นพวกเลี้ยงแกะไปทั่ว เคยได้ยินเถ้าแก่เขาด่าลูกจ้าง กิตติมาศักดิ์ ด้วยครับ เขาว่า แ ด กเหมือน ห ม า แด กมู่มาม แด กเหมือนพวก ขอทาน ( ขอโทษที่ใช้คำพูดไม่สุภาพ ผมเอาคำพูดที่เถ้าแก่พูด ที่เคยได้ยินมา เวลาเขาด่าครับ) อิอิ
ใครๆก็พูดได้ว่ารักชาติ แต่การกระทำของทุกฝ่ายมันดูไม่ชัดเจน ๑.อดีตผู้นำประเทศที่อยู่อังกฤษบอกว่ารักชาติ แต่คอรัปชั่น เลี่ยงภาษี ยักย้ายถ่ายโอนสมบัติชาติให้กับคนต่างชาติ ๒.ผู้นำการชุมนุมบอกว่ารักชาติ แต่ทำผิดกฏหมาย ยึดสถานที่ราชการ ชักชวนประชาชนให้แบ่งฝ่าย ๓.ประชาชนที่ร่วมประท้วง บอกว่ารักชาติ แต่ใช้อาวุธทำร้ายเพื่อนร่วมชาติที่มีความคิดต่างกับตน ๔.รัฐบาลบอกว่ารักชาติ แต่ใช้อาวุธทำร้ายประชาชน ๕.นักเรียน นักศึษาบอกว่ารักชาติ แต่ไม่ไปเรียนหนังสือ เที่ยวแหล่งบันเทิง ติดเกมส์ ๖.ผู้ปกครองบอกว่ารักชาติจึงต้องมาชุมนุม แต่ไม่มีเวลาอบรมสั่งสอนบุตรหลาน ใครๆก็พูดได้ว่ารักชาติ แต่ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ถูกทาง – ใครเป็นผู้นำประเทศก็พัฒนาชาติให้รุ่งเรือง -ใครเป็นผู้นำการชุมนุมก็ทำงานของตนหาเงินไปใช้หนี้ -ใครเป็นประชาชนทั่วไปก็ทำการงานที่สุจริตไป -ใครเป็นนักเรียน นักศึกษาก็ตั้งใจเรียน เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ -ใครเป็นพ่อแม่ก็เลี้ยงดูอบรมบุตรหลานให้เป็นคนดีมีศีลธรรม แค่นั้นเองการรักชาติ ไม่มีอะไรยากเลย แค่ทำไปตามหน้าที่ของตนเท่านั้น แต่ต้องทำให้ดีที่สุด…แค่นั้นเอง
การที่ประชาชนรักในหลวง ก็เพราะตระหนัก ดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรัก และห่วงใยพสกนิกรของพระองค์อย่างที่สุด เห็นได้จากพระปฐมบรมราชโองการที่ พระราชทานไว้ว่า “เราจะครองแผ่นดิน โดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน ชาวสยาม” สิ่งที่แสดงให้เห็นว่า พระบาท-สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรักอาณาประชาราษฎร์ ได้แก่ภาพที่เจนตาและประทับใจพสกนิกร ชาวไทยเสมอมา คือ ในหลวงของประชาชน ยามเสด็จไปทรงงานในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ อุปกรณ์ทรงงานที่ติดพระองค์ อยู่ตลอดเวลา ได้แก่ แผนที่ เอกสารข้อมูล กล้องถ่ายรูป และกล้องส่องทางไกล พระบาท-สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราช-กรณียกิจต่างๆ เพื่อบ้านเมือง โดยไม่เห็นแก่ ความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายนับตั้งแต่ ขึ้นครองราชย์จนถึงปัจจุบันเป็นเวลายาวนาน ถึง ๖๐ ปี “พระองค์รับสั่งกับข้าราชบริพารว่า “การเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้นต้องเป็น ๒๔ ชั่วโมง พระองค์ทรงอยู่บนยอดปิรามิดของสังคม แต่ปิรามิดในประเทศไทยนั้นเป็น ปิรามิดหัวกลับ หมายความว่า พระองค์ท่าน ทรงอยู่ด้านล่าง เพื่อรองรับปัญหาทุกๆ อย่างของประชาชน“ และทรงตักเตือนบรรดา บุคคลที่ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทใน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ อยู่เสมอว่า “ความทุกข์ของประชาชนนั้น รอไม่ได้”
ในหลวงของเราทรงอุทิศเวลาและ น้ำพระราชหฤทัยเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ในทุกถิ่นที่และทุกเวลาโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริทั้งหมดมีมากกว่า ๓,๐๐๐ โครงการ ซึ่งได้รังสรรค์ความผาสุขร่มเย็น บนผืนแผ่นดินไทย ขจัดปัดเป่าปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ปัญหาที่ทำกิน การเสื่อมสูญ ทรัพยากรธรรมชาติ การให้โอกาสทาง การศึกษา พัฒนาอาชีพ กระจายรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตและปรับปรุงมาตรฐาน การใช้เทคโนโลยีให้ก้าวทันกระแสโลก พระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชาติไทยนั้น ยิ่งใหญ่เป็นล้นพ้น
จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมาย เพื่อชาติและประชาชน ทำให้พสกนิกร ชาวไทยได้พร้อมใจกันแสดงความรักในหลวง แม้จะแสดงออกโดยคำพูด การสวมสายรัด ข้อมือ หรือสวมเสื้อสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ การครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี หรือ ข้อความว่า “เรารักในหลวง” เท่านั้นยังไม่เป็น การเพียงพอ ประชาชนคนไทยจะต้องนำ ความรักความศรัทธาที่มีต่อพระองค์มาเป็น พลังในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามต่อสังคม เพราะคนไทยทุกคนล้วนแล้วแต่จงรักภักดี ต่อในหลวงด้วยกันทั้งนั้น
พระราชดำรัส
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราชดำรัสตอบแก่พระบรมวงศานุวงศ์
และพสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล
ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙
(ฉบับไม่เป็นทางการ)
“ ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางมหาสมาคม พร้อมพรั่งด้วยบุคคลจากทุกสถาบันในชาติ ตลอดจนประชาชนชาวไทย ขอขอบใจในคำอำนวยพรและการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนตั้งใจจัดให้ข้าพเจ้าเป็นพิเศษ ทั้งรัฐบาลได้จัดงานครั้งนี้ได้เรียบร้อยและงดงาม น้ำใจไมตรีของประชาชนชาวไทยที่ร่วมกันแสดงออกทั่วประเทศ รวมทั้งที่พร้อมเพรียงกันมาในวันนี้ น่าปลาบปลื้มใจมาก เพราะแต่ละคนได้แสดงออกและตั้งใจมาด้วยความหวังดีจากใจจริง จึงขอขอบใจทุกๆ คน จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคน ทุกฝ่าย ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน
ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และกับประเทศชาติ
ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเท่าเทียมเสมอกัน
ประการที่สี่ คือ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิด ความเห็นของตนให้ถูกต้อง เที่ยงตรง และมั่นคงอยู่ในเหตุในผล หากความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ยังมีพร้อมมูลในกาย ในใจของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่า ประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้
จึงขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่น และถ่ายทอดความคิด จิตใจนี้กันต่อไปอย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงยืนยงอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล จงคุ้มครองรักษาประเทศชาติไทย ให้ปลอดพ้นจากภัยอันตรายทุกสิ่ง และอำนวยความสุข ความเจริญ สวัสดี ให้เกิดมีแก่ประชาชนชาวไทยทั่วกัน”
หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2551………
0 นาน ๆ จะได้ดูเกมชั้นครูใน สงคราม 3 เส้า เพื่อชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย และ มือที่มองไม่เห็น เช้าวันนี้ที่รัฐสภา………0 น่าจะเห็นลูกเล่นครบเครื่อง ทั้งรักซ้อน ซ่อนเงื่อน และเพื่อนทรยศ ก่อนจะจบลงด้วย ไม่มีใครชนะ เพราะไม่นานก็ต้องไปเชิญ คนกลาง มานั่งเมืองเพื่อยุติความขัดแย้งทั้งปวง………0 โจทย์การเมืองไม่มีอะไรมากไปกว่า รัฐบาลชุดใหม่ จะสามารถจัดการปัญหา คนปากไว ที่เที่ยวสร้างความแตกแยกไปทั้งแผ่นดินได้ หรือไม่..??………0 ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะเป็น พรรคประชาธิปัตย์ หรือ พรรคเพื่อไทย ก็ตาม หากแก้โจทย์การเมืองไม่ได้ สถานการณ์ของประเทศไทยจะวนกลับไปตั้งต้นที่ จุดเดิม เหมือนเมื่อ 6 เดือนก่อน………0 ท้ายสุด..!! การต่อสู้ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย จึงไม่ต่างอะไรไปจาก เกมแย่งชิงเพื่อหวังครอบครอง ความว่างเปล่า นั่นเอง………0 คงด้วยเหตุนี้ ฝ่ายหนึ่งที่ทำท่าเป็น “นกรู้” จึงต่อสู้โดยไม่ยอมควักกระเป๋า เพียงเอาเก้าอี้รัฐมนตรีมาเป็น เหยื่อเกี่ยวเบ็ด หากพลาดพลั้งจะได้ไม่เข้าเนื้อ………0 ส่วนอีกฝ่าย แพ้ไม่ได้ เนื่องจากความเป็นความตายมาเคาะประตูรออยู่หน้าบ้าน เลยเลือกใช้กลยุทธ์ ลดแลกแจกแถม ทั้งประเคนเก้าอี้รัฐมนตรีและเงินทอง………0 สนนราคาค่าหัว ส.ส.ไม่ใช่แบบ ชั่งกิโล หรือ เหมาเข่ง เพราะใช้วิธี ไล่ซื้อ เป็นตัว ๆ ตั้งแต่ 5 ล้าน เรื่อยมาจนถึง 30 ล้าน ก่อนเวลาโหวตแค่ 2 วัน โดยไม่รวม ค่าเลือกตั้ง ที่ต้องมาจ่ายให้อีกภายหลัง………0 ลองอ่านกันตามหน้าไพ่ ถ้าฝ่ายหลังมีจำนวน ส.ส.เพียงพอตาม ราคาคุย ไม่น่าจะขยับราคาจาก 5 ล้าน ไปถึง 30 ล้านในช่วงเวลาสั้น ๆ………0 แล้วก็แปลกนะ…!! ฝ่ายหนึ่งมี หัวหน้าพรรค พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อีกฝ่ายหาใครมาเป็นไม่ได้ ก็ต้องไปเอา ลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม………0 ตรงนี้บอกอะไร..?? บอกให้รู้ว่า การรวมตัวของ ส.ส. 200 กว่าคน ไม่ได้เกิดจาก ความศรัทธา ในตัวหัวหน้าพรรคหรือผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อยู่ที่เงินทองของ เถ้าแก่เนี๊ยะ และ เถ้าแก่ใหญ่………0 ถือเป็นความ มืดบอด ของระบอบประชาธิปไตย และเป็น กรรมเวร ของคนไทย ที่อุตส่าห์เลือก ส.ส.เข้าไปกลับไม่มีใครกตัญญู รู้คิดสำนึก ต่อผู้ลงคะแนน………0 ไม่แปลกที่มีเสียงเรียกร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ อยากให้เว้นวรรค นักเลือกตั้ง สัก 3 ปี เพื่อให้มีเวลา ปัดกวาดบ้านเมือง พร้อมกับฉีดยาไล่เหลือบริ้นให้สิ้นซาก………0 ยังไม่มีใครเก่งเท่าด้านการใช้เทคนิคทางการตลาด สร้างเรตติ้ง ให้กับรายการ “แม้วโฟนอิน” ด้วยการอุปโลกน์เรื่องราว แผนสกัดกั้น การออกอากาศเพื่อให้ดูตื่นเต้นน่าติดตามเท่านั้นเอง………0 ทำไมนะหรือ..?? ก็ “แม้วโฟนอิน” นี่ไม่ใช่เพิ่งครั้งแรก ที่ผ่านมาอย่างน้อย 2 รอบ ก็ล้วนแต่แอบ อัดเทป แช่ตู้เย็น แล้วค่อยมาเปิดภายหลังทั้งสิ้น ไม่ได้ถ่ายทอดสดตามคำโฆษณา………0 อันที่จริง..!! ทักษิณ ชินวัตร มีสิทธิเสรีภาพในการพูด เขียน และแสดง ความคิดเห็น ตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำให้มันลึกลับซับซ้อน………0 แต่เพราะไม่ยอมรับ คำตัดสิน ของศาลฎีกา จึงไม่กล้าบินเข้ามาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง จึงหาทางกวนไม่ให้ ตกตะกอน เข้าตำรา เมื่อข้าอยู่ไม่ได้ เอ็งก็ต้องอยู่ไม่ได้………0 น่าสมเพชประเทศไทย นักการเมือง ระดับชาติฟัดกันเหมือนหมาวัดแย่งข้าวบูด การแก้ปัญหา คนตกงาน จึงเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง………0 ไม่เห็นหรือ…?? ทยอยส่งสัญญาณเตือนกระชั้นมาเรื่อย ๆ จากปรากฏการณ์ ปิดโรงงาน ในพื้นที่อยุธยา ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทราเรื่อยมาชลบุรี………0 วันนี้ กระทรวงแรงงาน จัดประชุมผู้นำ 14 องค์กรด้านเศรษฐกิจเพื่อหาทางรองรับการเลิกจ้างที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้แรงงาน 1 ล้าน จาก 36 ล้าน แต่เชื่อว่าไม่น่าจะได้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม………0 คงด้วยเหตุนี้ สนทยา คุณปลื้ม แม้จะถูกตัดสิทธิห้ามยุ่งการเมือง 5 ปีก็ตาม ต้องรีบออกปากสั่งน้อง ทั้งที่เป็น นายก อบจ.ชลบุรี และ นายกเมืองพัทยา เข้าช่วยเหลือ อย่างน้อย คนตกงาน ต้องมีข้าวกินประทังชีวิต………0 อย่าลืมยุค ข้าวยากหมากแพง หากปล่อยให้ผู้คนอดยากมาก ๆ ส่วนหนึ่งจะหันไปเป็น โจรผู้ร้าย สร้างความเดือดร้อนให้กับสุจริตชนคนหาเช้ากินค่ำด้วยกันเอง………0 นี่ยังไม่รวมถึงความเดือดร้อนที่เกิดจากพวก 18 มงกุฎ ซึ่งมักฉวยโอกาสช่วยซ้ำเติมให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ ทั้งคดโกง ต้มตุ๋นและ ปลอมธนบัตร………0 น่าขำ ๆ กับเรื่อง หมากัดกัน ข้างถนนที่ไปเจอกับ ตำรวจเส้นตื้น ซึ่งสังกัดโรงพักแห่งหนึ่งในเขตนครบาล กระวีกระวาดรีบออกหมายเรียกดำเนินคดี เจ้าของหมา………0 ก็รอกันอยู่นานว่า ตำรวจคนเดียวกันนี้จะขอศาลออกหมายจับหรือไม่ บังเอิญ ผบช.น. รู้เรื่องเข้า เรื่องเลยจบแบบไม่มีอะไรในกอไผ่………0 ถ้ากินข้าวแล้วไม่มีอะไรทำ ต่อไปน่าจะออกหมายเรียก “หมา” มาดำเนินคดีด้วย ในฐานะ ตัวการ ผู้ก่อเหตุทะเลาะวิวาท สั่งปรับสักตัวละ 500 เป็นไง………
ดินสอโดม
ถ้ารัฐบาลไทยรักไทยในขณะนั้นไม่รับประทานจนมูมมามเกินไป ประชาชนคงไม่รักเกียจ หลายเรื่องที่ทักษิณทำแล้วมีประโยชน์ แต่ตัวทักษิณและคณะรัฐมนตรีของทักษิณหรือแม้แต่คนใกล้ชิดทักษิณก็เอาแต่แสวงหาผลประโยชน์จากธุรกิจของประเทศมาเป็นผลประโยชน์ของตัวเอง วันนี้ประเทศเราจึงต้องประสบกับภาวะวิกฤติเช่นทุกวันนี้ เมืองไทยถ้าไม่มี corruption รับรองได้เลยเราจะเป้นประเทศที่ร่ำรวยอย่างมหาศาล ไม่ทราบว่าจะมีใครเข้ามาจัดการได้เสียทีนะครับ