jump to navigation

ประภาส ปิ่นตบแต่ง ตาสว่าง

เผด็จการฆ่าคนข้างล่าง

ประภาสบอกว่าสาเหตุสำคัญที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ คือเขาไม่ต้องการเห็นรัฐประหารอีก

โดย ส่วนตัวผมอยากจะบอกว่าทำไมเราถึงไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นสงครามแห่งความเกลียดชัง และมันไม่มีอะไรเลย คือผมก็ขอบคุณพันธมิตรฯ ในส่วนที่ตรวจสอบรัฐบาลหลายประเด็น ขอบคุณการชุมนุมประท้วงเดินขบวน การเมืองแบบนี้เป็นประโยชน์ที่มีการตรวจสอบ”

แต่ที่จะนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบรัฐประหาร ผมคิดว่าสังคมไทยมีบทเรียน โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยนี่กระทบจริงๆ คนที่อยู่ข้างบนนั่งร่างรัฐธรรมนูญอยู่ใน สนช. ออกกฎหมายไปเหยียบหัวชาวบ้านเยอะแยะไปหมด กฎหมายสภาการเกษตรแห่งชาติ ประธานอนุกรรมาธิการ คุณ ประพันธ์ คูณมี ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย จะออกกฎหมายให้ภาคธุรกิจได้ประโยชน์ แต่ดีที่ยังไม่ออกเพราะเราไปปีนรัฐสภาก่อน แล้วถ้ารัฐประหารอีก คนพวกนี้มาเป็น สนช.อีก ออกกฎหมายอีก พวกเราเจอมาเยอะแล้ว พวกเราเคยหนีทหาร เดินเท้ากันมาชุมนุมจากตาพระยา”

เขาไม่ได้คัดค้านรัฐประหารตามหลักการในฐานะนักวิชาการเท่านั้น แต่ในฐานะที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ที่เห็นชัดว่าเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา คนจนต่อสู้เรียกร้องไม่ได้เลย

ประเด็นคือเราไม่ได้คัดค้านด้วยอุดมการณ์แบบนามธรรม แต่พวกเราเจอของจริงมาแล้วในการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ เราอยู่ในภาวะแบบนั้นเกือบ 2 ปี ขยับอะไรก็ไม่ได้”

เขื่อนปากมูลนี่ชัดเลย ช่วง คมช.มีการตั้งศูนย์ขจัดความยากจนภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง นายทหารนอกราชการมาคุม ยกเลิกมติ ครม.ที่เคยให้เปิดประตูน้ำ 4 เดือน ปิด 8 เดือน ทหารเต็มหมู่บ้าน เราเจอของจริงมาแล้ว เวลาประชุมกับชาวบ้านทหารก็มาขอบัตรประชาชนดู เราไม่อยากอยู่ในสภาวะแบบนั้นอีก ภาวะที่เราต่อสู้เรียกร้องไม่ได้ อำนาจ ต่อรองของเราปกติก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว ข้าวแพงจะต่อรองโรงสีอย่างไร ถ้าเกิดเผด็จการทหารมาอีก เอาที่ราชพัสดุที่ชาวนาเช่าอยู่ไปให้ซาอุฯ เช่า มันเป็นไปได้หมด ซีพีกำลังรุกคืบเข้ามา วิกฤติน้ำมันแบบนี้ การผลิตแบบรายย่อย รถไถเดินตามต้นทุนสูงมาก เรื่องเหล่านี้รัฐบาลแบบนี้จะดีจะเลวยังไง เรา ยังต่อรองเรายังเคลื่อนไหว เรียกร้อง มาชี้หน้าด่าแม่มันได้ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลทหารเมื่อไหร่แล้วมีนโยบายแบบนี้ เกษตรกรรายย่อยตายก่อน”

คนที่อยู่ข้างบนก็คิดว่าจะออกแบบบ้านเมืองให้ดี แต่ดูบทเรียนคราวที่แล้ว กฎหมายสภาองค์กรชุมชน โอ เคถ้าดูเชิงเปรียบเทียบก็ดีกว่าไม่มี แต่มหาดไทยก็ออก พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ ผู้ใหญ่บ้านกำนันอยู่จนเกษียณ มี การตั้งที่ปรึกษาในหมู่บ้านตำบล อำนาจของมหาดไทยมันขยายปีก”

นั่นคือยาไม่แรงใช่ไหม หรือยามันค่อยไป ถ้ายาแรงจะขนาดไหน ยาแรงก็คือต้องเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจทางการเมือง แบบ ที่ อ.ชัยอนันต์เขียนเรื่องประชาธิปไตยครึ่งใบน่าจะดีกว่าประชาธิปไตยแบบเผด็จ การหรือทุนนิยมสามานย์ อันนี้คือสิ่งที่ท่านออกแบบไว้หรือเปล่า มันจะกระทบชีวิตผู้คนเยอะมาก เพราะผู้คนต้องต่อสู้ต่อรอง เช่นชาวบ้านต้องสู้กับโรงงานมาบตาพุด หรือโรงเหล็กที่บางสะพาน ชาว บ้านไม่ตายหรือ เราต้องการสังคมที่เป็นพหุนิยมให้ผู้คนสามารถมีปากมีเสียงต่อรองได้ ฉะนั้นการลากพาสังคมไปสู่แบบนั้นมันเป็นยาแรง กระทบหมด คนเล็กคนน้อยเจอก่อน เอาให้มันจมธรณีไป ทักษิณมันตายสนิท ได้ชัยชนะตรงนั้น แต่ว่าการเมืองแบบนี้ ที่มันเหยียบย่ำหัวผู้คนอยู่ ผมว่าเขาไม่เคยก้มลงมามองข้างล่างเลย”

ถ้าพันธมิตรฯ ดันไปสู่จุดนั้นการเปลี่ยนแปลงที่เราคุมไม่ได้ ผมว่ามันจะซึมลึกไปอีกหลายปี คือมันจะเปลี่ยนในระบอบข้างบน แต่ข้างล่างจะคุมคนจน”

ขนาดคราวที่แล้วมีโครงการวิทยากรแม่ไก่ ได้มาตั้ง 17 ล้านคน ยังเอาชนะไม่ได้ คราวนี้คงจะคิดกันใหญ่กว่านั้น”

วิทยากรแม่ไก่? ประภาสอธิบายว่า คือ อสวป. ในยุค คมช. กระทรวงมหาดไทยจัดโครงการอาสาพัฒนาประชาธิปไตย ลงไปอบรมชาวบ้าน คล้ายๆ ยุค รสช.ที่มีการอบรม 4 ทหารเสือ

ให้วิทยากร ก. ไปขยายสู่ ข. ชาวบ้านเลยเรียกว่าวิทยากรแม่ไก่ ไปแตกลูกแตกหลาน อบรมได้ 17.9 ล้านคน มากกว่าเสียงที่ทักษิณได้อีก อบรมให้รู้จักเลือกผู้นำ รู้ความเลวร้ายของระบอบทุนนิยม มีวิทยากรมีทหารลงไปเต็มหมดเลย ก็ยังแพ้”

คราวนี้เขาคงไม่อบรมแบบนั้นอีก ไม่รู้จะเกิดอะไร แต่ถ้าจะเอาชนะให้ราบคาบเขาก็จะต้องคิดออกแบบกันใหม่”

ที่ ผ่านมาก็เอาสัสดีอำเภอมาคุมพื้นที่ที่อยู่ในกฎอัยการศึก ใครจะไปนอกหมู่บ้านต้องไปขออนุญาตสัสดีอำเภอก่อน คุมกันขนาดนี้ยังคุมไม่อยู่ การสร้างกลไกของระบบราชการไปคุมมวลชนไม่ให้ไปเป็นเหยื่อของทักษิณ มันถูกออกแบบอย่างเข้มงวดเข้มข้นมาก จนไปกระทบกับ เรื่องการเมืองภาคประชาชน เรื่องสภาองค์กรชุมชน กลไกการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านี้จะหายไปหมด อันนี้คือแนวทางที่น่ากลัวสำหรับกลุ่มคนข้างล่าง”

คนส่วนหนึ่งก็รู้สึกว่าถ้ารัฐบาลนี้ครองอำนาจไปเรื่อยๆ ประชาชนก็ไม่มีทางออก

แม้มันจะมีภาพของเสียงข้างมาก แต่รัฐบาลแบบนี้ ที่อยู่ในกระบวนการประชาธิปไตยแบบปกติ การ ต่อรองการกำกับจากผู้คนยังทำได้ง่ายกว่าระบอบเผด็จการทหาร ผมคิดว่ามันก็จะถูกตรวจสอบคลี่คลายไปมาก แม้จะล้มลุกคลุกคลานแต่ก็ยังเห็นพัฒนาการข้างหน้าที่จะไป อย่างน้อยที่สุดเราก็ด่าสมัคร ด่านายกฯ ว่าไอ้ เรียกรัฐมนตรีมหาดไทยว่าไอ้ ประธานสภาฯ คนที่แล้วเราก็เรียกไอ้ มันก็ดีกว่าต้องเรียกท่าน”

ผมไม่คิดว่ารัฐบาลจะมีเอกภาพ เพราะการออกแบบรัฐธรรมนูญนี้เห็นชัดว่ามันกลับมาสู่ระบบโควตา ต้องโทษคนที่ร่างรัฐธรรมนูญด้วย เพราะเรากลัวเผด็จการแบบทักษิณคุมอำนาจได้หมด เลยออกแบบเลือกตั้งแบ่งเขต มัน ก็กลับไปสู่การเมืองแบบเจ้าพ่อท้องถิ่นต่อรองกับหัวหน้าพรรคได้ ถ้าถามว่ารัฐบาลเข้มแข็งไหม เราก็เห็นชัดว่ามันไม่ได้เป็นเอกภาพเลย”

ผมยังรู้สึกว่ามันจะพัฒนาไป ถ้า ประเด็นการต่อสู้กันแบบสุดขั้วเอาชนะคะคานมันจบไป ก็จะต้องมาพูดกันในเรื่องที่เราไม่เคยพูดถึงเลย เรื่องกฎหมายลูกต่างๆ ทั้งการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เรื่องสภาเกษตรกร แต่ตอนนี้เราหยุดโจทย์ทางการเมืองแบบนี้หมดเลย มันกลายเป็นประชาธิปไตยแบบเอาชนะคะคาน สร้างแต่ความเกลียดชัง ไม่ได้สร้างให้มันลงหลักปักฐานในเชิงสถาบัน เชิงกลไก”

โดยทั่วไปตอนนี้คนก็ไม่ชอบรัฐบาล แต่ไม่อยากร่วมกับพันธมิตรฯ จะหันไปหาประชาธิปัตย์ยิ่งแล้วใหญ่ มองไม่เห็นว่าจะไปได้อย่างไรในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน

ใน ส่วนของประชาธิปไตยแบบตัวแทน อย่างที่ อ.รังสรรค์พูดว่าปัญหาซื้อสิทธิ์ขายเสียง มันเป็นปัญหาทั่วไปที่เกิดขึ้นทุกที่ แต่การกำกับตรวจสอบควบคุม ปัจจุบันเราออกแบบมันมาจนผมคิดว่ามันคงไม่สามารถจะทำอะไรที่ดีไปกว่านี้ได้ แล้ว ประเด็นคือประชาธิปไตยแบบตัวแทน แบบเลือกตั้ง มันมีความจำกัด มันพัฒนาในส่วนเหล่านี้ยาก นอกจากประเด็นเรื่องนโยบาย การตรวจสอบนโยบาย”

แต่ เมื่อมันมีความจำกัดในตัวของมัน เราต้องขยายไปสู่ประชาธิปไตยทางตรงหรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ที่จะเข้ามากำกับตรวจสอบประชาธิปไตยตัวแทน ผมยอมรับว่าเราไม่สามารถหาระบอบประชาธิปไตยอีกแบบมาแทนประชาธิปไตยแบบตัวแทน แม้แต่ทางตรงก็ไม่ได้แทนได้ แต่ว่าเราต้องแก้ไขความไม่เพียงพอในประชาธิปไตยตัวแทน”

สิ่งที่เราทำอยู่มันมีลักษณะครึ่งๆ กลางๆ เรียกว่าฉี่ไม่สุด การออกแบบช่วงรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ ครึ่งๆ กลางๆ ประชามติก็ยังเป็นปัญหา รัฐธรรมนูญบอกว่าประชามติแบบปรึกษาหารือหรือว่าผูกพันผลก็ได้ ซึ่งผมไม่รู้ว่า กกต.ออกแบบมายังไง มันยังต้อง อธิบายอีกเยอะ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราเขียนแต่หลักการ ดูมันดี แต่โดยจิตวิญญาณของมันเรายังไม่ได้พูดถึง การออกจากประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่ผ่านมาเราไปคิดว่าจะออกจากประชาธิปไตยตัว แทนด้วยตุลาการภิวัตน์ หรือว่า ส.ว.แต่งตั้ง แต่ว่าส่วนที่มันไม่สุด โดยเฉพาะกลไกในระดับท้องถิ่น

มาตรา 287 ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการนโยบายสาธารณะ กฎหมายสภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง มันเป็นกลไกที่จะมารองรับ แต่สภาพัฒนาการเมืองตอนนี้ก็กลายเป็นสภาชนชั้นนำไปแล้ว บิดเบี้ยวไปจากการยกร่างแรกๆ

กลไกประชาธิปไตยทางตรงที่จะต้องสร้างขึ้นรองรับ มันออกมาก็จริงแต่ว่ามันบิดๆ เบี้ยวๆ สิ่งเหล่านี้สังคมไทยไม่ค่อยติดตามตรวจสอบ”

สรุปว่าการเมืองแบบตัวแทนมันคงทำอะไรได้ไม่มากไปกว่านี้ ผมคิดว่ากลไกมันพอแล้ว เพราะฉะนั้นข้อเสนอคือเรามาพูดเรื่องพวกนี้ดีกว่า”

ที่คนเบื่อคือในการเมืองแบบนี้พลังประชาชนอาจจะอยู่นาน หรือเลือกตั้งใหม่ก็กลับมาอีก

ผม ไม่เห็นความต่างของนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์หรือพลังประชาชน หรือพรรคไหนก็แล้วแต่ ความจริงนักการเมืองในพรรคพลังประชาชนก็เคยเป็น ส.ส.พรรคอื่นทั้งสิ้น ย้ายกันมา โอเคมันมีทางบวกในเรื่องของนโยบาย ก็ต้องยอมรับ แต่ว่ามันมีความแตกต่างกันไหมระหว่าง ส.ส.ประชาธิปัตย์ กับ ส.ส.พลังประชาชน มันก็ไม่ได้แตกต่างกัน”

เราต้องสู้กันมา ต่อ รองกันมา ไม่เคยมีพรรคไหนไม่เอาโครงการขนาดใหญ่ แต่ละพรรคก็พูดถึงแก่งเสือเต้นว่าควรจะสร้าง เขื่อนสายบุรีก็จะขุดขึ้นมาอีก ทั้งทุนนิยมสามานย์หรือศักดินาล้าหลัง ผลประโยชน์หรือความเกี่ยวพัน 2 กลุ่ม ไม่เห็นต่างกันเท่าไหร่ คาบๆ กันอยู่ ผลประโยชน์อาจจะร่วมๆ กันอยู่ด้วยซ้ำใน 2 กลุ่มที่เราไปแยกขั้วให้เขา ทั้ง 2 กลุ่ม ก็มีโครงการที่ไปกระทบคนข้างล่างทั้งสิ้น ร่วมมือกับทหารกับระบบราชการผลักดันโครงการด้วยกันทั้งสิ้น แต่ละพวกก็ล้วนทำลายรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาด้วยกันทั้งสิ้น รัฐธรรมนูญ 2540 ทักษิณก็ไม่ได้ออกกฎหมายลูก อีกกลุ่มก็ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540″

รัฐธรรมนูญไปให้พ้น 2 ขั้ว

ถ้าดู ณ วันนี้ร่างของรัฐบาลคงถอยแน่ และคงกลับมาสู่ประเด็นเรื่องประชามติ มันมี 2 เรื่อง สิ่งที่เราอยากจะเห็น กับสิ่งที่รัฐบาลนี้จะทำ ผมยังคิดว่ารัฐบาลนี้ก็คงจะผลักไปสู่ประชามติโดยเร็ว ซึ่งในแง่นี้ไม่ควรทำ เสียเงินเปล่า มันไม่ได้ทำให้ผู้คนได้เรียนรู้ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไปทางนั้น”

ตรงนี้เขาพูดในฐานะ 1 ใน 137 นักวิชาการที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญแบบไปให้พ้นทั้ง 2 ขั้ว

ใน แง่ของความชอบธรรม ส.ส. นักการเมือง นักเลือกตั้งที่ได้เสียงจากประชาชน รัฐธรรมนูญเขียนว่ามีอำนาจแก้ไข แต่เราอยากเห็นกระบวนการแก้ไขที่มีผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่า

ถ้า จะผ่านกระบวนการประชามติ ผู้คนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ถกเถียง พ.ร.บ.ประชามติว่ายืนอยู่บนฐานคิดของประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน เพราะประชามติคือประชาธิปไตยทางตรงซึ่งสำคัญ คือการถ่ายโอนอำนาจตัวแทนมาสู่ประชาชนตัดสินใจโดยตรงในประเด็นสาธารณะที่ สำคัญ

ใน แง่นี้ พ.ร.บ.ประชามติจะต้องไม่ทำแบบลุกลี้ลุกลน ต้องมาคุยกันในเรื่องกระบวนการ ทุกคนมีส่วนร่วม ทำประชาพิจารณ์ให้ชัดเจนประเด็นไหน เชิงเนื้อหา กระบวนการ เรื่องระยะเวลาที่พอเพียง ในประเทศที่เจริญแล้วเขายังให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณที่จะทำให้เกิดเวทีที่ หลากหลาย ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อมั่นผู้คนที่ร่างอยู่ใน กกต.แต่ต้องให้คนมาช่วยกันตรวจสอบ เราเห็นคุณสดศรีพูดแค่แว้บๆ ต้องโยนเข้าไปในสังคมก่อน และถ้าแก้โดยสภา ก็ควรจะต้องมาพูดถึงเรื่อง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ส.ร.3 ก็เป็นส่วนที่เราเสนอไปแล้วเหมือนจะได้รับการตอบรับ ซึ่งต้องมานั่งคิดกันว่าจะออกแบบ ส.ส.ร.3 อย่าง ไร ที่มาของ ส.ส.ร. จะมีกระบวนการยกร่างอย่างไร นี่คือถ้าเราคิดว่าจะยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตยแบบตัวแทน มันก็ต้องมาออกแบบกระบวนการกัน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นแบบนี้สิ่งที่เราเผชิญอยู่ สงครามแห่งความเกลียดชัง ให้ผู้คนมีกลไก มีเวทีที่จะคุย”

ตามข้อเสนอของ 137 นักวิชาการคือให้ลงประชามติทีหลัง ไม่ใช่ลงประชามติก่อน

ถ้าลงประชามติสำหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็อาจจะไปอยู่ในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าเกิด ส.ส.ร.3 ได้ก็คงจะต้องแก้ 291 297 ในนั้นก็จะต้องพูดถึงการมี ส.ส.ร.และการลงประชามติ”

ที่เราคุยกันก็คือมันสิ้นเปลืองและก็เราฟังจากนายกฯ ว่าเอาแค่ 45 วัน ซึ่งมันไม่เป็นประโยชน์ มันเสียเงินตั้ง 2,000 ล้าน ฉะนั้นถ้ามาออกแบบกระบวนการแก้ มี ส.ส.ร.3 ประชามติในภายหลัง มันก็ไม่ได้ปฏิเสธรัฐสภา ส.ส. ส.ว. ก็ต้องเข้ามาตั้ง ส.ส.ร.หรือว่าพิจารณารัฐธรรมนูญเหมือน ส.ส.ร.1 น่าจะเป็นทางออกที่ดี”

ที่มา : ไทยโพสต์แทบลอยด์ ฉบับวันที่ 1 มิ.ย.2551

ความเห็น»

1. ดร.กำมะลอ - กันยายน 8, 2008

แล้วตัวคุณเองขั้วไหน….ถัาไม่ใช่ขั้วซ้ายจัดกลัดมันซ่อนดาบชั่วร้ายทางลัทธิไว้เบื้องหลัง…..
ทุกวันนี้คุณเบียดบังเวลาหลวงไปหาเศษหาเลยกับขบวนการชาวนาชาวไร่….ลับหลังนั่วด่าสถาบันกันแลกราญ

2. ดร.กำมะลอ - กันยายน 8, 2008

แล้วตัวคุณเองขั้วไหน….ถัาไม่ใช่ขั้วนักวิชาการบนหอคอยงาช้างที่ซ้ายจัดกลัดมันซ่อนดาบชั่วร้ายอันแสนอุบาทว์ไว้เบื้องหลัง…..
ต่อหน้าสื่อต่อหน้าสาธารณชน…..คุณแกล้งตีหน้าเซ่อร้องหาประชาธิปไตย ต่อต้านการรัฐประหาร เรียกร้องสิทธิมนุษยชน ดูดีเป็นบ้า แต่สีหน้าท่างมันไม่ไปกับคำพูด
ลับหลัง….คุณเบียดบังเวลาหลวงไปหากินเศษผลประโยชน์กับขบวนการชาวนาชาวไร่….ลับหลังนั่งสุมหัวกันด่าสถาบันแลกราญ
อย่าคิดว่าคนอื่นเขาโง่……

3. วิว - กันยายน 27, 2008

คนเขาฉลาดกันขึ้นแล้วน่ะคุณ ยัง เปิดเว็บโง่ๆอี๊ก

4. klaoza501 - ตุลาคม 2, 2008

ใครว่าไงก็ช่าง ผมไม่เห็นด้วยกับไอ้ พันธแมวน้ำ นั่น เลย ซัก นิด นะ

5. klaoza501 - ตุลาคม 2, 2008

ขอโทษนะครับ สำหรับความเห็นอาจจะหยาบไปนิด ขออภัยด้วยนะคับ

6. นิรนาม - ตุลาคม 4, 2008

นานาทัศนะ
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ด่าคนอื่นทำไม

7. สร้างกติกาด้วยกัน และอยู่ในกติกาเดียวกัน - ตุลาคม 12, 2008

ไม่มีพันธมิตรปลุกปั่น บ้านเมืองก็จะเข้าสู่ความสงบ แต่ที่ไม่สงบ เพราะยังไม่พอ…การขัดขืนจากคนส่วนน้อยที่คิดว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง ระบบการเมืองนี้ย่อมมีคนหลายกลุ่มก้อน แต่ขอให้อยู่ในกติกา ผมขอเปรียบเป็นการเตะฟุตบอล
ฟุตบอล กรรมการ ถ้ากรรมการเป่าฟาวล์ เราเสียจุดโทษ พวกคุณจะเป็นคนประเภทไหน เครพกติกา ไม่เป็นไร สู้กันใหม่เวลายังไม่หมด ให้กำลังใจกัน มันก็มีโอกาสพลิกมาชนะได้
หรือจะเป็นพวกที่ไม่ยอมรับการตัดสิน ประท้วง ไม่ยอมเตะต่อ โดดต่อยกรรมการ ต่อว่านายทวาร หรือกองหลังที่ผิดพลาดด้วยความสะใจ คิดว่าทีมของคุณเป็นแบบนี้ไหม ผลก็คงไม่ชนะ และซ้ำร้ายก็ถูกคู่แข่งเย้ยหยันว่าเป็นพวกคนป่า ไร้กติดา มารยาท ถูกตัดสิทธิออกจากการแข่งขัน ความเสียหายอยู่ที่ใคร ถ้าไม่ใช่คนที่รักทีมฟุตบอลทีมนั้น
ประเทศเราตอนนี้คงไม่ต่างกับทีมฟุตบอล ที่พบกับความพ่ายแพ้ ทั้งในสนาม และนอกสนาม
ช่วงนี้เราควรจะรักและสามัคคีกันให้มาก ดังพระราชดำรัสในหลวง พี่น้องกลับบ้านกลับช่องไปทำหน้าที่ของตนเองในคูหาเถอะครับ เดือนหน้านี้เรายังมีงานพระราชทานเพลิงพระศพฯ ทำไมเรายังทำตัวแบบนี้กันอยู่
ใส่เสื้อเหลืองกันทำไมครับ ? ในเมื่อสิ่งที่คุณทำ มันไม่ตรงกับสีเสื้อที่คุณใส่ หยุดที่ตัวเราเอง ก่อนที่จะให้ผู้อื่นหยุด ดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสกับองคุลีมารนั่นแล!

8. killerpress - ตุลาคม 15, 2008

การเมืองในวันนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

เมื่อก่อน ป๋า นั่งกระดิกนิ้วชี้ บริหารจัดการแบบเสร็จสรรพ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ง่ายแบบนั้น

9. ตอบคุณวิว - ตุลาคม 20, 2008

แน่ใจนะครับว่าฉลาด แล้วดังสุภาษิทไทยที่ว่าคนโง่มักอวดฉลาด แล้วว่าแต่เข้าอิเปนาเป็นเอง รักกันไว้เถอะ

10. นิลดำ - ตุลาคม 30, 2008

ตาสว่างข้างต้น ว่า
1. นักการเมืองเก่า ยุบ/ย้าย และย้ายมาอยู่พรรคใหม่ที่ใหญ่และรวย โดยไปซื้อเข้า มาในราคา 30-50 ลบ. (รวมค่าเลือกตั้งและแวทแล้ว)

2. นักการเมืองเก่า เลือกมาก็หน้าเก่า เลือกมาตั้งแต่ผมดำยันหงอก ชาวรากหญ้า รากแก้วหวังพึ่งตั้งแต่อายุน้อยๆยันแก่ ตอนนี้มีความเป็นยังไง จน จนต้องเป็นหนี้ และเป็นหนี้ซ้ำซาก ใครบ้างที่ไม่จนแล้ว ไม่เห็นมีทาง นสพ.

3. นักการเมืองมัวทำอะไร หลังจากหาเสียงแล้วได้รับเลือกเป็นตัวแทนประชาชน

3.1 รับจ้างยกมือในสภา แล้วได้ตังค์ ตามที่นสพ.ออกข่าวบ่อยๆ
3.2 หลังได้รับเลือก ก็ได้เงินค่าแรงเลือกตั้ง 10-20 ลบ. ก็แล้วแต่
3.3 ถ้าได้นั่งในตำแหน่ง รมต. อะไรก็ได้ ถนัดหรือไม่ ไม่สำคัญ งบเยอะได้ได้แบ่งเค้กเยอะ ตามที่ นสพ.ออกบ่อยๆ
4. หยุดซื้อ-ขายเสียง ไม่เลือกนักการเมืองขี้โกง ที่เราเห็นซ๊ำๆในตอนนี้

11. ุ601 - พฤศจิกายน 26, 2008

การสร้างสรรค์ตนเอง การสร้างบ้านเมืองก็ตาม มิใช่ว่าสร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทนเสียสละ แต่สำคัญที่สุดคือความอดทนคือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้นทำมันน่าเบื่อ บางทีเหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือดูมันครึทำดีนี่ แต่ขอรับรองว่าการทำให้ดีไม่ครึต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอนในความอดทนของตน ในความเพียรของ ตนต้องถือว่าวันนี้เราทำยังไม่ได้ผล อย่าไปท้อ บอกว่าวันนี้เราทำแล้วก็ไม่ได้ผล พรุ่งนี้เราจะต้องทำอีก วันนี้เราทำ พรุ่งนี้เราก็ทำ อาทิตย์หน้าเราก็ทำ เดือนหน้าเราก็ทำ ผลอาจได้ปีหน้า หรืออีกสองปีหรือสามปีข้างหน้า . . .

กระแสพระบรมราโชวาท
พระราชทานแก่นักเรียน นักศึกษา ครู และอาจารย์ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ
วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๖

คนเราจะเอาแต่ได้ไม่ได้ คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ หมายความว่าต่อไป และเดี๋ยวนี้ด้วย เมื่อรับสิ่งของได้มาก ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้น ให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีในหมู่คณะและในชาติ ทำให้หมู่คณะและชาติประชาชนทั้งหลายมีความไว้ใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วย ด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้ . . .

พระบรมราโชวาท
พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น
วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๒๑

12. ุ601 - พฤศจิกายน 26, 2008

วิธีการที่จะให้บ้านเมืองมั่นคงและเจริญก้าวหน้านั้นมีอยู่หลายอย่าง ข้อแรกคือจะต้องให้เข้าใจว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ ซึ่งโดยเฉพาะสำหรับเยาวชน ก็เป็นสิ่งที่ยากที่จะทราบว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เพราะว่าบางคนก็ได้รับคำบอกให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ เราทำไปอาจผิดก็ได้ เมื่อมีกิจการอะไรที่จะทำ ขอให้ทุกคนใช้ความคิดพิจารณา ความคิดพิจารณานี้แปลว่า ฟังว่ากิจการจะมีอะไร เขามาบอกว่าให้ทำอะไร แล้วก็มาคิดด้วยความคิดของตัว คือให้มีเหตุผล เพราะทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องมีเหตุผล ที่เขามาบอกให้ทำอะไร ต้องให้เข้าใจว่าสมเหตุสมผล . . .

พระบรมราโชวาท
พระราชทานแก่คณะเยาวชนจาก ๒๐ จังหวัด
วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๑๒

13. ุ601 - พฤศจิกายน 26, 2008

ความเป็นมา
“…ปัญหาสำคัญ คือ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องน้ำเสียกับขยะ ได้ศึกษามาแล้วเหมือนกัน ทำไม่ยากนัก ในทางเทคโนโลยีทำได้ แล้วในเมืองไทยเองก็ทำได้ หาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาแล้วทำในเมืองไทยก็ทำได้ หรือจะจ้างบริษัทต่างประเทศมาทำก็ได้ นี่แหละปัญหาเดียวกัน เดี๋ยวนี้กำลังคิดจะทำแต่ติดอยู่ที่ที่จะทำ…”
พระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๓
จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงตระหนักถึงปัญหามลภาวะที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการดำรงชีวิตของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก โดยพระองค์สนพระราชหฤทัยในกลไกธรรมชาติช่วยธรรมชาติเป็นพิเศษ จึงทรงมีพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนา โดยมีสำนักคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ประสานงานร่วมกับกรมชลประทาน เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมดังกล่าว จึงเกิดเป็นโครงการต้นแบบการบำบัดน้ำเสียโดยวิธีธรรมชาติชื่อว่า “โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาให้กับชุมชนอื่นๆ ในการบำบัดน้ำเสียและกำจัดขยะมูลฝอยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้วิธีการทางธรรมชาติ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ทำได้ง่าย และราคาประหยัด
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสนองพระราชดำริในการศึกษาวิธีการบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะ โดยวิธีธรรมชาติและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตลอดจนรูปแบบการสร้างพฤติกรรมการทิ้งขยะและบำบัดน้ำเสีย พร้อมทั้งการสร้างแบบจำลอง เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย
๒. เพื่อส่งเสริมเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัย การบำบัดน้ำเสียด้วยแปลงหญ้ากรองและบ่อบำบัด การทำปุ๋ยหมัก และการสร้างพฤติกรรมการทิ้งขยะและบำบัดน้ำเสียของเทศบาลเมืองเพชรบุรี
๓. เพื่อศึกษาต้นทุนและความคุ้มทุนในการดำเนินการ ตลอดจนผลประโยชน์ที่ได้รับในรูปแบบต่างๆ จากการบำบัดน้ำเสียและกำจัดขยะ
พื้นที่ดำเนินการ
พื้นที่ดำเนินการ คือ พื้นที่สาธารณะประมาณ ๖๔๒ ไร่ ตั้งอยู่บริเวณบ้านพะเนิน ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นพื้นที่ติดทะเล และบางส่วนแต่เดิมเคยเป็นพื้นที่ทำนาเกลือมาก่อน
หน่วยงานที่รับผิดชอบ
มูลนิธิชัยพัฒนาได้ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในด้านงานวิจัย ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มอบหมายให้วิทยาลัยสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับผิดชอบโครงการฯ ในการดำเนินการศึกษาวิจัย อีกทั้งความร่วมมือกับหน่วยงานราชการต่างๆ อาทิเช่น สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กรมป่าไม้ กรมประมง และเทศบาลเมืองเพชรบุรี เป็นต้น เพื่อให้โครงการฯ บรรลุไปตามวัตถุประสงค์ และสามารถเป็นโครงการนำร่อง ขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
การดำเนินงาน
โครงการศึกษาวิจัยได้แบ่งแผนการวิจัยออกเป็น ๔ ช่วงระยะเวลา คือ
ระยะที่ ๑ การทดลองศึกษาความเป็นไปได้ในการกำจัดขยะ (พุทธศักราช ๒๕๓๓ – ๒๕๓๖)
ระยะที่ ๒ การหารูปแบบการทดลองภาคปฏิบัติ (พุทธศักราช ๒๕๓๗ – ๒๕๓๙)
ระยะที่ ๓ การทดลองหาประสิทธิภาพและสร้างแบบจำลองระบบบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะ (พุทธศักราช ๒๕๔๐ – ๒๕๔๒)
ระยะที่ ๔ การส่งเสริมเผยแพร่เทคโนโลยีของโครงการฯ (พุทธศักราช ๒๕๔๓ – ปัจจุบัน)
การศึกษาของโครงการฯ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ การบำบัดน้ำเสีย และการกำจัดขยะ
การบำบัดน้ำเสีย
การรวบรวมน้ำเสียจากชุมชน เป็นขั้นตอนแรกของการบำบัดน้ำเสีย โดยการสร้างท่อระบายน้ำเสียจากบ้านคลองยางไหลเข้าสู่บริเวณบำบัดน้ำเสียแหลมผักเบี้ย ตามท่อยาวประมาณ ๑๘ กิโลเมตร โดยใช้กระบวนการธรรมชาติซึ่งแบ่งวิธีการบำบัดออกเป็น ๔ วิธี ดังนี้
๑. ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย (แบบบ่อผึ่ง)
ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อผึ่งเป็นระบบน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติอย่างง่าย โดยอาศัยกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างแสงแดด สายลม จุลินทรีย์และสาหร่าย สาหร่ายจะเป็นตัวช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ จากนั้นจุลินทรีย์จะใช้ออกซิเจนที่ได้จากการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายไปย่อยสลายของเสียที่ปนเปื้อนในน้ำเสียจนกระทั่งกลายเป็นน้ำดี ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อผึ่ง ประกอบด้วยบ่อย่อยๆ ที่มีกลไกบำบัดน้ำเสีย ๓ ลักษณะด้วยกัน ได้แก่ บ่อตกตะกอน บ่อบำบัดและบ่อปรับสภาพมีระยะเวลากักพักน้ำเสียบ่อละประมาณ ๗ วัน รวมทั้งสิ้นประมาณ ๒๑ วัน ซึ่งในแต่ละบ่อจะมีลักษณะ ดังนี้
ลำดับ บ่อย่อย ความลึก (เมตร) หน้าที่ ระยะเวลากักพัก (วัน)
๑ บ่อตกตะกอน ๒.๕ ตกตะกอนอนุภาคและบำบัดของเสียขั้นต้นด้วยกระบวนการแบบกึ่งไร้อากาศ ๕-๗
๒ บ่อบำบัด ๒.๐ เติมอากาศโดยธรรมชาติและบำบัดของเสียด้วยกระบวนการกึ่งไร้อากาศ ๙-๑๒
๓ บ่อปรับสภาพ ๑.๗ ปรับสภาพน้ำเสีย กำจัดสาหร่าย ๗-๙
รวม ๒๑-๒๘
น้ำเสียที่ส่งมาตามท่อจะไหลเข้าสู่บ่อตกตะกอน แล้วผ่านเข้าไปยังบ่อบำบัดที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ตามลำดับ และไหลเข้าสู่บ่อปรับสภาพเป็นขั้นสุดท้าย ก่อนที่จะระบายสู่ป่าชายเลนต่อไป
๒. ระบบกรองน้ำเสียด้วยหญ้า
การใช้ระบบกรองน้ำเสียด้วยหญ้า (Grass Filtration) เป็นวิธีการปล่อยให้น้ำเสียไหลผ่านแปลงทดลองที่ทำการเพาะปลูกหญ้าและพืช โดยน้ำเสียจะไหลผ่านผิวดินและต้นหญ้าเป็นระยะๆ จนกระทั่งน้ำมีความสะอาดดียิ่งขึ้น จึงจะปล่อยให้ไหลออกจากแปลง
๓. ระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเทียม
การใช้ระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเทียม (Constructed Wetland) เป็นวิธีการบำบัดน้ำเสีย โดยการขังน้ำเสียในแปลงทดลองที่ทำการปลูกหญ้าหรือพืชไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง รากจะสามารถแผ่กระจายยึดเกาะดินและเจริญเติบโตได้ดีในน้ำขังเสีย พืชเหล่านี้จะช่วยดูดซับสารพิษให้ลดน้อยลง ตลอดจนทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ให้หมดไป ซึ่งจะทำให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดีและสามารถระบายออกไปได้
๔. ระบบบำบัดน้ำเสียโดยป่าชายเลน
การใช้ระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้แปลงป่าชายเลน (Mangrove Forest Filtration) เป็นการนำน้ำเสียมาบำบัดโดยเลียนแบบธรรมชาติ คือ ช่วงเวลาน้ำขึ้นให้กักน้ำเสียไว้ระยะหนึ่ง เมื่อน้ำเสียดีขึ้นในระดับที่เหมาะสมแล้วจึงปล่อยออกไป ซึ่งการปล่อยน้ำออกต้องสัมพันธ์กับเวลาน้ำขึ้นน้ำลงด้วย
การกำจัดขยะ
การศึกษาของโครงการฯ คำนึงถึงธรรมชาติเป็นหลัก โดยใช้หลักธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เริ่มด้วยโครงการฯ ได้ทำการรวบรวมขยะออกจากชุมชนเมืองเพชรบุรี โดยนำมากองในพื้นที่กองขยะของแหลมผักเบี้ย ขยะเหล่านี้จะถูกนำมาแยกประเภทออกเป็นสารอินทรีย์และขยะที่เป็นโละ พลาสติก แก้ว และอื่นๆ
ขยะที่ไม่ใช่สารอินทรีย์ จะแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือส่วนที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จะถูกนำไปเข้ากระบวนการผลิตเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และส่วนที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้จะถูกนำมาฝังกลบอย่างถูกต้อง (Sanitary Landfill)
ขยะที่เป็นสารอินทรีย์จะนำไปเข้าบ่อหมักปุ๋ย เมื่อหมักได้ที่แล้วจึงนำไปถมที่ชายเลนบริเวณริมนอกพื้นที่โครงการฯ เพื่อปลูกป่าชายเลนต่อไป บ่อหมักปุ๋ยมีลักษณะเป็นบ่อคอนกรีต เป็นการกำจัดขยะด้วยวิธีฝังกลบแบบง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ซึ่งอาศัยกลไกการย่อยสลายของจุลินทรีย์ตามธรรมชาติเป็นหลัก โดยการฝังกลบแบบเป็นชั้นๆ ซ้อนทับกันระหว่างขยะดินแดงหรือดินนาธรรมชาติ จุลินทรีย์จะทำการย่อยสลายสารอินทรีย์ในขยะตามธรรมชาติ การย่อยสลายของจุลินทรีย์จะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและพลังงานความร้อนออกมา จึงต้องใส่ดินแดงหรือดินนาเป็นตัวรับอิเล็กตรอน และรดน้ำทุกๆ ๗ วัน เพื่อลดความร้อนให้อุณหภูมิเหมาะสมต่อการทำงานของจุลินทรีย์ ทำให้กระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผลการดำเนินงาน
การศึกษาวิจัยสามารถแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มงาน คือกลุ่มโครงการศึกษาวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม และกลุ่มโครงการศึกษาวิจัยด้านเทคโนโลยี โดยมีผลการศึกษาวิจัยจากช่วงระยะที่ ๑ และ ๒ ดังนี้
๑. ผลการศึกษาวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม
โครงการฯ ได้ทำการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นต่างๆ เช่น คุณภาพน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรดิน รวมทั้งพฤติกรรมของประชาชนในการกำจัดขยะและบำบัดน้ำเสีย โดยมีผลการศึกษาดังนี้
๑.๑ การศึกษาลักษณะโครงสร้างป่าชายเลน และคุณสมบัติของดินป่าชายเลน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี พบว่า จังหวัดเพชรบุรีมีพื้นที่ป่าชายเลนเหลืออยู่ประมาณ ๒,๑๒๕ ไร่ เป็นแนวยาวไปตามชายฝั่งจากปากอ่าวบ้านแหลมไปจนถึงแหลมผักเบี้ย ลักษณะโครงสร้างป่าชายเลน ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ คือ ไม้แสมขาว แสมดำ แสมทะเล โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ และพังกาหัวสุมดอกแดง โดยมีแสมทะเลเป็นพันธุ์ไม้เด่น ดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวและดินร่วนเหนียว สามารถดูดซับสารอินทรีย์ได้ดี ส่วนความเค็มของดินจะขึ้นอยู่กับการท่วมถึงของน้ำทะเล
๑.๒ การศึกษาความหลากหลายของนกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ พบว่าบริเวณบ่อบำบัดน้ำเสียของโครงการมีนกอาศัยอยู่ประมาณ ๕๗ ชนิด เนื่องจากในพื้นที่ของโครงการมีป่าชายเลน จึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารและที่หลบภัยของนก เนื่องจากในบ่อบำบัดน้ำเสียมีปลาชุกชุม
๑.๓ การศึกษาความสามารถในการบำบัดน้ำเสียของชุมชน โดยในปัจจุบันกรมชลประทานได้สร้างระบบบ่อบำบัดน้ำเสียแล้วเสร็จ และสามารถรองรับน้ำเสียจากเทศบาลเมืองเพชรบุรี ได้ประมาณวันละ ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร
๑.๔ การศึกษาลักษณะของน้ำเสียและปริมาณน้ำเสีย พบว่าน้ำเสียของเทศบาลเมืองเพชรบุรีมีความเหมาะสมในการบำบัดน้ำเสีย ด้วยการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบกึ่งไร้อากาศ โดยปริมาณน้ำเสียที่ไหลเข้าบ่อรวบรวมน้ำเสียเทศบาลเมืองเพชรบุรี เฉลี่ยวันละ ๑,๗๓๑ ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
๑.๕ การศึกษาวิจัยด้านพฤติกรรมการทิ้งขยะและบำบัดน้ำเสีย การศึกษาพบว่าชุมชนไม่มีการแยกขยะก่อนทิ้ง ชุมชนได้แก่ ครัวเรือน ตลาด ร้านค้า และโรงงานอุตสาหกรรมในครัวเรือน โดยจากการสอบถามพบว่าร้อยละ ๙๗.๑ เห็นด้วย หากเทศบาลเมืองเพชรบุรีขอความร่วมมือในกรณีของการแยกขยะ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีที่จะเกิดการแยกขยะก่อนทิ้งของชุมชนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี
๒. ผลการศึกษาวิจัยด้านเทคโนโลยี
การศึกษาด้านเทคโนโลยีก็เพื่อที่จะหารูปแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบำบัด/กำจัดของเสียจากชุมชน และสามารถนำผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นๆ ในประเทศได้ โดยมีผลการศึกษาวิจัยแบ่งเป็น ๒ ระยะ ดังนี้
๒.๑ การศึกษาวิจัยด้านปุ๋ยหมัก
ระยะที่ ๑ เป็นการศึกษาวิจัยในด้านปุ๋ยหมักในสภาพที่มีออกซิเจนเพียงพอ (Aerobic condition) ไม่มีการกลับกองขยะ จากการทดลองพบว่าเนื้อปุ๋ยหมักที่ได้จะไม่มีกลิ่น แต่ยังมีการเจือปนของจุลินทรีย์ก่อให้เกิดโรค เช่น ปาราสิต และพยาธิต่างๆ
ระยะที่ ๒ เป็นการศึกษาเติมเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Tricoderma koenigii ผสมลงไปในหัวเชื้อปุ๋ยหมัก สามารถลดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียและปาราสิตก่อโรคได้
๒.๒ การศึกษาวิจัยด้านพืช
ระยะที่ ๑ เป็นการศึกษาทดลองคัดเลือกพันธุ์พืชจำนวนกว่า ๓๑ ชนิด เพื่อคัดเลือกพันธุ์พืชชนิดที่เหมาะสมสามารถทนต่อสภาพน้ำขังได้ ซึ่งได้แก่ กกพันธุ์ต่างๆ ธูปฤาษี แฝก หญ้าอาหารสัตว์ เป็นต้น
ระยะที่ ๒ เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อคัดเลือกพันธุ์พืชชนิดที่เหมาะสมสามารถทนต่อสภาพน้ำเสียได้ เพื่อนำไปใช้ในทดลองบำบัดน้ำเสียแบบหญ้ากรองน้ำเสีย (Grass filtration) พบว่าพืชที่เหมาะสม คือ
- พืชทั่วไป ได้แก่ หญ้าแฝกพันธุ์อินโดนีเซีย และพันธุ์ศรีลังกา กกกลม (จันทบูรณ์) และธูปฤาษี
- พืชอาหารสัตว์ ได้แก่ หญ้าคาลล่า หญ้าสมูท และหญ้าโครสครอส
๒.๓ การศึกษาส่วนผสมระหว่างดินและทรายของแปลงทดลอง
ระยะที่ ๑ เป็นการศึกษาวิจัยหาสัดส่วนดินผสมทรายที่เหมาะสมเพื่อนำไปใช้ปลูกพืชในแปลงพืชบำบัดน้ำเสีย พบว่าสัดส่วนดินผสมทรายที่เหมาะสมในการปลูกพืช คือ ดิน : ทราย เท่ากับ ๓ : ๑
ระยะที่ ๒ เป็นการทดลองการใช้ดินร่วมกับพืช เป็นต้นแบบในการบำบัดน้ำเสีย โดยใช้พืช ๔ แบบ คือ กกกลม ธูปฤาษี หญ้าคาลล่า และกกสามเหลี่ยม ทดลองขังน้ำและบำบัดน้ำเสีย พบว่าสามารถบำบัดน้ำเสียได้มีประสิทธิภาพสูง พืชที่เหมาะสม คือ กกกลม ระยะเวลาขังน้ำและปล่อยแห้ง ที่เหมาะสมคือ ขังน้ำ ๕ วัน ปล่อยน้ำ ๓ วัน สามารถนำไปใช้ประยุกต์ในการบำบัดน้ำเสียสำหรับหน่วยงานในชนบทที่มีงบประมาณน้อย
ที่ตั้งโครงการ
โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
โทรศัพท์/โทรสาร: ๐-๓๒๔๔-๑๒๐๙
เว็บไซต์ : http://www.laemphakbia.com

14. med1 - พฤศจิกายน 27, 2008

ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพร ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

15. med1 - พฤศจิกายน 27, 2008

ความเป็นมาวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวา ( วันพ่อ )
5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการหนึ่งวัน เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ถือเป็นวันพ่อแห่งชาติ อีกวันหนึ่งด้วย วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความเป็นมาของวันสำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์วิทท์มอร์ เป็นผู้ถวายการประสูติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 9 แห่งบรมจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจและเจริญพระราชจริยาวัตรเป็นเอนกประการ จำเนียรกาลผ่านมาถึงปัจจุบันที่สุดจะพรรณนาให้ครบถ้วนได้ ท่ามกลางมหาสมาคมวันพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ทรงมีกระแสพระราชดำรัสที่พสกนิกรทุกคนยังจดจำได้ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม” อันคำว่าโดย “ธรรม” นั้น ทรงหมายถึง ธรรมอันล้ำเลิศที่เรียกว่า “ทศพิธราชธรรม” หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า “ราชธรรม 10 ประการ” ราชธรรม 10 ประการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดมั่นทรงปฎิบัติโดยเคร่งครัด และส่งผลถึงพสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักรนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเหนือเกล้าฯ

วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริ่เริ่ม หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งวันพ่อ โดยที่พ่อเป็นผู้มีพระคุณที่มีบทบาทสำคัญ ต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสมควรที่สังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น “วันพ่อแห่งชาติ” ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างนานัปการ ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงรักใคร่และห่วงใยตั้งแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งพระเจ้าหลานเธอทุกพระองค์ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น “พ่อ” ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้

กิจกรรมที่ควรปฎิบัติในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
1.ประดับธงชาติที่อาคารบ้านเรือน
2.จัดพิธีศาสนสงฆ์ ทำบุญใส่บาตร อุทิศเป็นพระราชกุศล น้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล
3.จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

วัตถุประสงค์ของการจัดวันพ่อแห่งชาติ
1. เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2. เพื่อเทิดทูนพระคุณของพ่อ และยกย่องบทบาทของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม
3. เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูต่อพ่อ
4. เพื่อให้ผู้เป็นพ่อได้สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน

16. ุ601 - ธันวาคม 15, 2008

หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2551………
0 นาน ๆ จะได้ดูเกมชั้นครูใน สงคราม 3 เส้า เพื่อชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย และ มือที่มองไม่เห็น เช้าวันนี้ที่รัฐสภา………0 น่าจะเห็นลูกเล่นครบเครื่อง ทั้งรักซ้อน ซ่อนเงื่อน และเพื่อนทรยศ ก่อนจะจบลงด้วย ไม่มีใครชนะ เพราะไม่นานก็ต้องไปเชิญ คนกลาง มานั่งเมืองเพื่อยุติความขัดแย้งทั้งปวง………0 โจทย์การเมืองไม่มีอะไรมากไปกว่า รัฐบาลชุดใหม่ จะสามารถจัดการปัญหา คนปากไว ที่เที่ยวสร้างความแตกแยกไปทั้งแผ่นดินได้ หรือไม่..??………0 ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะเป็น พรรคประชาธิปัตย์ หรือ พรรคเพื่อไทย ก็ตาม หากแก้โจทย์การเมืองไม่ได้ สถานการณ์ของประเทศไทยจะวนกลับไปตั้งต้นที่ จุดเดิม เหมือนเมื่อ 6 เดือนก่อน………0 ท้ายสุด..!! การต่อสู้ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย จึงไม่ต่างอะไรไปจาก เกมแย่งชิงเพื่อหวังครอบครอง ความว่างเปล่า นั่นเอง………0 คงด้วยเหตุนี้ ฝ่ายหนึ่งที่ทำท่าเป็น “นกรู้” จึงต่อสู้โดยไม่ยอมควักกระเป๋า เพียงเอาเก้าอี้รัฐมนตรีมาเป็น เหยื่อเกี่ยวเบ็ด หากพลาดพลั้งจะได้ไม่เข้าเนื้อ………0 ส่วนอีกฝ่าย แพ้ไม่ได้ เนื่องจากความเป็นความตายมาเคาะประตูรออยู่หน้าบ้าน เลยเลือกใช้กลยุทธ์ ลดแลกแจกแถม ทั้งประเคนเก้าอี้รัฐมนตรีและเงินทอง………0 สนนราคาค่าหัว ส.ส.ไม่ใช่แบบ ชั่งกิโล หรือ เหมาเข่ง เพราะใช้วิธี ไล่ซื้อ เป็นตัว ๆ ตั้งแต่ 5 ล้าน เรื่อยมาจนถึง 30 ล้าน ก่อนเวลาโหวตแค่ 2 วัน โดยไม่รวม ค่าเลือกตั้ง ที่ต้องมาจ่ายให้อีกภายหลัง………0 ลองอ่านกันตามหน้าไพ่ ถ้าฝ่ายหลังมีจำนวน ส.ส.เพียงพอตาม ราคาคุย ไม่น่าจะขยับราคาจาก 5 ล้าน ไปถึง 30 ล้านในช่วงเวลาสั้น ๆ………0 แล้วก็แปลกนะ…!! ฝ่ายหนึ่งมี หัวหน้าพรรค พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อีกฝ่ายหาใครมาเป็นไม่ได้ ก็ต้องไปเอา ลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม………0 ตรงนี้บอกอะไร..?? บอกให้รู้ว่า การรวมตัวของ ส.ส. 200 กว่าคน ไม่ได้เกิดจาก ความศรัทธา ในตัวหัวหน้าพรรคหรือผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อยู่ที่เงินทองของ เถ้าแก่เนี๊ยะ และ เถ้าแก่ใหญ่………0 ถือเป็นความ มืดบอด ของระบอบประชาธิปไตย และเป็น กรรมเวร ของคนไทย ที่อุตส่าห์เลือก ส.ส.เข้าไปกลับไม่มีใครกตัญญู รู้คิดสำนึก ต่อผู้ลงคะแนน………0 ไม่แปลกที่มีเสียงเรียกร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ อยากให้เว้นวรรค นักเลือกตั้ง สัก 3 ปี เพื่อให้มีเวลา ปัดกวาดบ้านเมือง พร้อมกับฉีดยาไล่เหลือบริ้นให้สิ้นซาก………0 ยังไม่มีใครเก่งเท่าด้านการใช้เทคนิคทางการตลาด สร้างเรตติ้ง ให้กับรายการ “แม้วโฟนอิน” ด้วยการอุปโลกน์เรื่องราว แผนสกัดกั้น การออกอากาศเพื่อให้ดูตื่นเต้นน่าติดตามเท่านั้นเอง………0 ทำไมนะหรือ..?? ก็ “แม้วโฟนอิน” นี่ไม่ใช่เพิ่งครั้งแรก ที่ผ่านมาอย่างน้อย 2 รอบ ก็ล้วนแต่แอบ อัดเทป แช่ตู้เย็น แล้วค่อยมาเปิดภายหลังทั้งสิ้น ไม่ได้ถ่ายทอดสดตามคำโฆษณา………0 อันที่จริง..!! ทักษิณ ชินวัตร มีสิทธิเสรีภาพในการพูด เขียน และแสดง ความคิดเห็น ตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำให้มันลึกลับซับซ้อน………0 แต่เพราะไม่ยอมรับ คำตัดสิน ของศาลฎีกา จึงไม่กล้าบินเข้ามาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง จึงหาทางกวนไม่ให้ ตกตะกอน เข้าตำรา เมื่อข้าอยู่ไม่ได้ เอ็งก็ต้องอยู่ไม่ได้………0 น่าสมเพชประเทศไทย นักการเมือง ระดับชาติฟัดกันเหมือนหมาวัดแย่งข้าวบูด การแก้ปัญหา คนตกงาน จึงเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง………0 ไม่เห็นหรือ…?? ทยอยส่งสัญญาณเตือนกระชั้นมาเรื่อย ๆ จากปรากฏการณ์ ปิดโรงงาน ในพื้นที่อยุธยา ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทราเรื่อยมาชลบุรี………0 วันนี้ กระทรวงแรงงาน จัดประชุมผู้นำ 14 องค์กรด้านเศรษฐกิจเพื่อหาทางรองรับการเลิกจ้างที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้แรงงาน 1 ล้าน จาก 36 ล้าน แต่เชื่อว่าไม่น่าจะได้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม………0 คงด้วยเหตุนี้ สนทยา คุณปลื้ม แม้จะถูกตัดสิทธิห้ามยุ่งการเมือง 5 ปีก็ตาม ต้องรีบออกปากสั่งน้อง ทั้งที่เป็น นายก อบจ.ชลบุรี และ นายกเมืองพัทยา เข้าช่วยเหลือ อย่างน้อย คนตกงาน ต้องมีข้าวกินประทังชีวิต………0 อย่าลืมยุค ข้าวยากหมากแพง หากปล่อยให้ผู้คนอดยากมาก ๆ ส่วนหนึ่งจะหันไปเป็น โจรผู้ร้าย สร้างความเดือดร้อนให้กับสุจริตชนคนหาเช้ากินค่ำด้วยกันเอง………0 นี่ยังไม่รวมถึงความเดือดร้อนที่เกิดจากพวก 18 มงกุฎ ซึ่งมักฉวยโอกาสช่วยซ้ำเติมให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ ทั้งคดโกง ต้มตุ๋นและ ปลอมธนบัตร………0 น่าขำ ๆ กับเรื่อง หมากัดกัน ข้างถนนที่ไปเจอกับ ตำรวจเส้นตื้น ซึ่งสังกัดโรงพักแห่งหนึ่งในเขตนครบาล กระวีกระวาดรีบออกหมายเรียกดำเนินคดี เจ้าของหมา………0 ก็รอกันอยู่นานว่า ตำรวจคนเดียวกันนี้จะขอศาลออกหมายจับหรือไม่ บังเอิญ ผบช.น. รู้เรื่องเข้า เรื่องเลยจบแบบไม่มีอะไรในกอไผ่………0 ถ้ากินข้าวแล้วไม่มีอะไรทำ ต่อไปน่าจะออกหมายเรียก “หมา” มาดำเนินคดีด้วย ในฐานะ ตัวการ ผู้ก่อเหตุทะเลาะวิวาท สั่งปรับสักตัวละ 500 เป็นไง……… ดินสอโดม

17. ท่อตัน - ธันวาคม 21, 2008

ขอบคุณนะครับ

18. กรูเอง - มกราคม 19, 2009

ค่านักการเมืองให้หมด

19. แม็ก - กุมภาพันธ์ 13, 2009

คุณคนนี้มาเขียนบทความ ในway หนังสือที่ผมรักได้อย่างไร นักวิชาการอีแอบ ไปไกลๆเลย ไม่สำนึกในพระมหากรุนาธิคุณ ก็ตาม ไอ้ใจรันไป อังกิต โน่น

20. สั่งสอนอำมาตย์ - สิงหาคม 16, 2009

ตาสว่างกันได้แล้วไอพวกศักดินา อำมาตย์